ข่าว

"ดักฟังทูต”พิสูจน์น้ำยา“รัฐบาล”

"ดักฟังทูต”พิสูจน์น้ำยา“รัฐบาล”

18 ธ.ค. 2552

แม้คดีจับวิศวกรชาวไทย “ศิวรักษ์ ชุติพงษ์” จะผ่านจุดไคลแมกซ์ของเรื่องไปแล้ว คือฉากที่ “ตัวละคร” ทุกตัวได้ปรากฏตัวเพื่อ “ปิดเกม” รูดม่านกันแบบ “แฮปปี้ เอนดิ้ง”

 โดยเฉพาะ “ทักษิณ ชินวัตร-ฮุน เซน”

 แล้วแปะป้าย “เด็กน้อย” มาใส่หน้า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-กษิต ภิรมย์”

 แต่ประเด็น “ตกค้าง” ที่กำลังจะย้อนศรกลายเป็น “ดาบ” ที่หันคมหอกกลับไป “ทิ่มแทง” รัฐบาลกัมพูชา คือ “ข้อมูล” ที่ทางการกัมพูชาใช้ตั้งเป็นข้อกล่าวหาเล่นงาน “ศิวรักษ์”

 ที่มาจากการสื่อสารทางโทรศัพท์ ระหว่าง “คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย” เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทยกรุงพนมเปญ กับ “ศิวรักษ์ ชุติพงษ์”

 คำถามคือข้อมูลการสนทนาเหล่านี้ท่านได้แต่ใดมา

 ทางหนึ่ง คือ "ศิวรักษ์” ฟ้องทางการกัมพูชาด้วยตัวเอง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้เพราะ “ศิวรักษ์” คงไม่หาเรื่องส่งตัวเองเข้าคุกเขมรเป็นแน่

 แต่ถ้า “ศิวรักษ์” กล้าทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าย่อมรู้อยู่แล้วว่า “ตอนจบ” ของเรื่องจะมี “วีรบุรุษ” จากดูไบ เหินฟ้ามาดึงตัวออกจากการจองจำอันยาวนาน

 ถ้าเป็นทางนี้ “ศิวรักษ์” จะบอกว่าตัวเองเป็นแค่ “เหยื่อ” เห็นทีจะไม่ถูกนัก

 แต่ถ้าเป็นอีกทางหนึ่งคือทางการกัมพูชา “ดักฟังโทรศัพท์”

 ดักฟังการสนทนาระหว่าง “คำรบ” กับ “ศิวรักษ์” และรู้ต่ออีกด้วยด้วยว่าพอ “คำรบ” คุยกับ “ศิวรักษ์” แล้วก็ต่อสายกลับไปที่กรุงเทพฯ และแถมยังรู้อีกว่าปลายทางคือ “กษิต ภิรมย์”

 “ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์” อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เคยกล่าวว่า

 “ผมเชื่อว่าสถานทูตไทยน่าจะถูกดักฟัง เพราะประเทศกำลังขัดแย้งกัน และน่าจะมีการดักฟังมาตั้งแต่สถานทูตของเราถูกเผาแล้ว และตั้งแต่ตอนนั้นฝ่ายความมั่นคงไทยก็แจ้งไปแล้วว่าให้ระวังโดนดักฟัง ขณะที่ฮุน เซนเคยสั่งซื้อเครื่องดักฟังโทรศัพท์หลายสิบเครื่องช่วงปี 2547-2548 จึงตั้งสมมติฐานว่าน่าจะใช้กับไทยด้วย เราเชื่อว่าเขาดักฟังเราแน่ คงไม่ไปดักฟังเวียดนามแน่นอน”

 ถ้าเป็นทางนี้ เหตุการณ์จะบานปลายมีสิทธิจะ “จบไม่ลง”

 เพราะสิ่งที่ “กัมพูชา” กระทำนั้นนอกจากขัดธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตอย่างร้ายแรงแล้ว ยังขัดต่ออนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันของ 81 ประเทศทั่วโลก

 อนุสัญญาฉบับนี้ นอกจากได้บัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตในเรื่องต่างๆ ไว้ ทั้งเรื่องสถานที่ตั้งสถานทูต และตัวบุคคล คณะผู้แทนทางการทูต ในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้แก่การปฏิบัติงาน และเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายรวมทั้งการคมนาคม การติดต่อ

 และแน่นอนว่าตำแหน่ง “เลขานุการเอก” ของ “คำรบ” นั้นมีฐานะทางการทูต ที่ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตตามอนุสัญญาฉบับนี้ด้วยเช่นกัน

 การที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี กล่าวในเรื่องกรณีการดักฟังโทรศัพท์ของกัมพูชา ว่า “ถ้าเป็นจริง ทางกัมพูชาก็จะต้องเป็นผู้ชี้แจง เพราะมันจะกระทบกระเทือนในแง่ภาพลักษณ์ของกัมพูชาเองในสายตาประคมโลก” นั้น

 ท่าทีของผู้นำประเทศไทย สมควรแล้วที่จะถูกตราหน้าว่า “อ่อนหัด” เพราะจะรอชาติไหนกัมพูชาถึงจะออกมายอมรับว่า “ดักฟังโทรศัพท์” นักการทูตของไทย เพราะรู้อยู่แล้วเป็นความผิดระดับสากลที่ทั่วโลกไม่ยอมรับ

 เพราะฉะนั้นงานนี้รัฐบาลควรต้องเปิดเกมรุกให้ถึงที่สุด

 โดยขั้นแรก โฟกัสไปที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดง ที่เคยป่าวประกาศว่า “กัมพูชา” มี “เทปลับ” ที่ “กษิต ภิรมย์” สั่งการไปยัง “คำรบ” ให้ไปหาเที่ยวบินของ “ทักษิณ ชินวัตร” มาให้รัฐบาล

 ต้องถามว่า “จตุพร” ยืนยันหรือไม่ว่ากัมพูชามี “เทปลับ” นั้นจริง ถ้ามีจริงแล้วอยู่ที่ไหน

 ถ้า “จตุพร” รู้ว่าเจ้าหน้าที่ทูตระดับ “เลขานุการเอก” ถูกดักฟังโทรศัพท์ แต่ไม่บอกกับ “รัฐบาลไทย” ก็ต้องถามต่อไปว่า “จตุพร” ยังมีความเป็นคนไทยอยู่หรือไม่

 ถึงได้ปล่อยให้ “ต่างชาติ” ดักฟังข้อมูลการสื่อสารของผู้แทนทูตของไทย เพราะเท่ากับว่า “ข่าวกรอง-ความลับ” ของชาติรั่วไหลไปสู่การรับรู้ของ “กัมพูชา” ตลอดเวลา

 ไม่เฉพาะกรณี “ศิวรักษ์” แต่หมายถึงเขารู้ทุกเรื่อง ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง

 หรือ “จตุพร” แค่ “ปากพล่อย” พูดโหนกระแสเพราะความอยากดัง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 อีกทางหนึ่ง “รัฐบาล” สมควรที่จะตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อสอบสวนอย่างจริงจังว่า “กัมพูชา” ดักฟังโทรศัพท์นักการทูตไทยจริงหรือไม่

 ถ้าจริงต้องจัดการ “ขั้นเด็ดขาด” ให้เลิกพฤติกรรมอันไร้มารยาทเช่นนี้โดยเร็วที่สุด และส่งเรื่องให้ “องค์การสหประชาชาติ” หามาตรการลงโทษในฐานะที่กระทำการขัดข้อตกลงระหว่างประเทศ

 “รัฐบาล” ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้อง “ข้อมูล-ความลับ” ของชาติไม่ให้รั่วไหลสู่ “เพื่อนบ้าน” ที่มีผู้นำที่จ้องทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลาอย่าง “ฮุน เซน”


 เสถียร วิริยะพรรณพงศา