
ชี้"บาทนิ่ง"หนุนส่งออกแข่งได้รับเป้าพาณิชย์ปีหน้าท้าทาย
เอกชนเชื่อส่งออกไทยปีหน้ายังแข่งขันได้ หากเงินบาทมีเสถียรภาพ ขึ้นลงทิศทางเดียวกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง มองพาณิชย์ตั้งเป้าโต 14% ท้าทายมาก ธปท.ชี้ปีหน้าเงินเฟ้อขยับเร็ว เล็งปรับแนวทางดูแลเสถียรภาพหันใช้ดอกเบี้ยแทน
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงเป้าหมายการส่งออกปี 2553 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่คาดว่าจะขยายตัว 14% ว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากโดยในมุมมองของภาคเอกชนคิดว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 10% แต่หากสามารถผลักดันได้ถึง 14% จะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกมากขึ้น ส่วนเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้นไม่ห่วงมากนัก หากเคลื่อนไหวไม่แข็งค่ามากกว่าคู่ค้าและคู่แข่ง เชื่อว่าการส่งออกของไทยสามารถแข่งขันได้ รวมทั้งไม่ได้กำหนดว่าเงินบาทควรอยู่ที่เท่าไร แต่ควรจะมีเสถียรภาพ
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่าจะกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันหรือไม่ ขึ้นกับการรักษาเสถียรภาพการแข็งค่าขึ้นลงว่าสอดคล้องกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคเดียวกันหรือไม่ หากเป็นไปในทิศทางเดียวกันเชื่อว่าการส่งออกไทยสามารถแข่งขันได้แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปีหน้าเงินดอลลาร์สหรัฐจะผันผวนและมีทิศทางอ่อนค่าลง
ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่าได้ปรับระบบการดูแลสินค้าและตลาดสำคัญใหม่ โดยตั้งผู้บริหารดูแล แยกกลุ่มสินค้า4 กลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนกลยุทธ์เจาะตลาดและติดตามสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการทำงานในกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น กลุ่มสินค้าข้าว เบื้องต้นเน้นวิสัยทัศน์ ครัวไทยสู่โลก แนวทางปฏิบัติจะส่งเสริมด้านคุณภาพและสุขอนามัย ส่งเสริมผลิตสินค้าอินทรีย์เน้นตลาดเฉพาะ เป็นต้น
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คาดว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลจากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำของปีก่อน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ดังนั้นในปี 2553 ธปท.จะปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินจากเดิมที่ให้น้ำหนักการดูแลเศรษฐกิจ ด้วยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำดูแลเสถียรภาพด้านราคาแทน เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่จะปรับตัวเร่งสูงขึ้นในปีหน้า
“นโยบายดอกเบี้ยจะเป็นไปในทิศทางใด ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. แต่ปีหน้าเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าในปีหน้า กนง.อาจจะเปลี่ยนนโยบายในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจจากปีนี้ที่เคยให้นำหลักการดูแลประคับประคองเศรษฐกิจ ด้วยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แต่ปีหน้าจะเป็นการดูแลเสถียรภาพด้านราคาแทน เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น” นายบัณฑิตกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการทำนโยบายการเงินของ ธปท.จะยังคงดูแลให้เงินเฟ้อทั้งปี 2553 อยู่ในกรอบที่ตั้งไว้ร้อยละ 0.5-3



