ข่าว

ก่อนจะถึงตรงนั้น

ก่อนจะถึงตรงนั้น

18 ธ.ค. 2552

คงไม่ต้องไปพูดกันว่า ปฏิทินนู้ด ดาราคนดังรวม 6 นาง ที่คนในทำเนียบรัฐบาลควานหากันให้ควั่ก แล้วก็ได้ทายาทภิรมย์ภักดี ที่เป็นข้าราชการการเมืองในนั้นจัดหามาให้นั้น มันผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมข้อใดบ้าง

 ผู้รู้ทั้งด้านกฎหมาย และศีลธรรมต่างก็สาธยายกันไปหลายยกแล้ว

 ขณะเดียวกัน คนที่เอามาแจกก็ตัดสินใจอำลาตำแหน่งแห่งที่ไปเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไป เราจึงต้องหันหน้ามาถกเถียงกันถึงเรื่องการสร้างความแข็งแรง สร้างกล้ามเนื้อให้ผู้คนในสังคมกันอย่างจริงจัง

 จริงอยู่ยุคสมัยมันพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว กะอีแค่นางแบบหน้าใสๆ เอาสีมาทาตัวแล้วถ่ายรูปลงหนังสือ หรือปฏิทิน ถ้าไปเทียบกับเว็บโป๊ที่มีอยู่เป็นแสนๆ เว็บ เฝ้ารอท่าผู้สนใจใคร่ยลโฉมชนิด ฟรีตลอดรายการนั้น มันอาจจะดูเชยๆ ที่เราต้องมาคุยเรื่องนี้กันอีก

 แต่กรณีที่เกิดขึ้นนั้น ก็ชัดเจนว่า ก่อนที่ปฏิทินจะถูกแจกจ่าย จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า "ฟอร์เวิร์ดเมล" ก็ถูกส่งต่อกันจนเกือบจะได้รับกันทุกคนแล้ว...แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีผู้คนอีกส่วนหนึ่งยังอยากได้ ปฏิทินที่ว่านั้นอยู่

 ส่วนจะอยากได้ เพราะเห็นว่า เป็นศิลปะ หรือมาบำบัดจิตใต้สำนึก ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะ "แข็งแรง" มากเพียงไหน

 ครั้งหนึ่งบ้านเราเมืองเราเคยนั่งถกกันอย่างจริงจังว่า ควรจะมีตู้ขายถุงยางอนามัยในโรงเรียนหรือสถานที่ที่ง่ายต่อการซื้อหาหรือไม่ เพราะต่างก็รู้กันอยู่ว่าเมื่อพูดถึงเรื่องถุงยางอนามัยแล้วมันจะไปจบลงที่ใด...ซึ่งสุดท้ายก็มีที่มีทางในการขาย

 กรณีปฏิทินก็เช่นกัน...หากไม่นับเรื่องโฆษณาเหล้าที่ติดหราอยู่นั้น ถามว่า เมื่อปฏิทินถูกพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดให้สินค้าแล้ว มีเครื่องมืออย่างอื่นป้องกันหรือไม่

 ลำพังเพียงแค่สิ่งพิมพ์ลามกอนาจาร ตามกฎหมายการพิมพ์ฉบับโบราณนั้นเพียงพอที่จะเป็นเยื่อบางๆ ปกป้องไม่ให้การเข้าถึงเรื่องพรรค์นี้ก่อนวัยอันควร เรามีมากมายแค่ไหน

 เราจะปกป้องคนของเราให้ห่างจากคนที่คิดว่า นี่คือของแจก ของขวัญอันทรงคุณค่า แล้วก็นำมาแจกมามอบให้ด้วยความปลาบปลื้มยินดีได้อย่างไร

 แต่จะว่าไปเรื่องนี้กับเรื่องถุงยางอนามัย ที่โฆษณาโดยใช้เด็กหน้าอ่อน (ราวประถมต้น) ตัดใจเข้าร้านค้าขอซื้อถุงยาง แล้วมีเสียงออกมาว่า "ยืดอกพกถุง" มีใครตั้งคำถามไหมว่า มันเป็นอย่างไร

 ไม่โป๊ ไม่เปลือย ไม่อนาจาร แถมดูจะอบอุ่นห่วงใยคนในชาติที่ชิงสุกก่อนห่ามจะได้ไม่ต้องติดโรคติดเชื้อ เป็นภาระ เป็นที่รังเกียจของสังคม

 ทั้งหมดนั้นเรามาคุยกันตรงนี้ได้ไหมว่า ก่อนที่คนที่เราห่วงใยจะไปถึง จะได้สัมผัส เราได้ส่งเสริมให้คนที่เรารักเราห่วงมีเกราะป้องกันเรื่องอย่างนี้ก่อนวัยอันควรแล้วหรือยัง ?