
มติกกต.ให้ปธ.ทำความเห็นชี้ขาดยุบพรรคปชป.
กกต.โยนเผือกร้อนประธานในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองทำความเห็นกรณีเงินบริจาค 258 ล้าน ของ ปชป.จะยุบหรือไม่ ปัดเปล่ายื้อ ชี้แค่ทำตามกฎหมายด้านปธ.กกต.มีสิทธิเสียคน เหตุครั้งนี้เห็นควรยกคำร้อง
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.กล่าวว่า ในวันนี้ที่ประชุมกกต.ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เสนอให้ กกต. ตรวจสอบการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ จากสองกรณีคือ 1.กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)ผ่านบริษัทเมสไซอะ จำกัด จำนวน 258 ล้านบาท โดยมีการทำสัญญาว่าจ้างจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางและถือว่าผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 66 ( 2 ) และ ( 3 ) ประกอบมาตรา 94 ( 3 ) ( 4 ) ( 5 )
สำหรับประเด็นที่ 2.มีการกล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช้จ่ายเงินจาก กกต. ให้เป็นไปตาม บทบัญัติของกฎหมาย และไม่ยื่นบัญชีต่อ กกต. ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 62 , 65 ประกอบมาตรา 82 และ 93
นายสุทธิพล กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก ในการประชุมลับ ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทำตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95 กล่าวคือให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบและทำความเห็น หากเห็นว่ามีความผิดก็ให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กกต. เพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งหากที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับความเห็นของ นายทะเบียนพรรคการเมืองก็ให้ เสนอเรื่อง ต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาในสามสิบวัน หากอัยการสูงสุดเห็นสมควรก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มติดังกล่าวเป็นการโยนภาระให้กับนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่ นายสุทธิพลกล่าวว่า คงสรุปเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งหากนายทะเบียนได้ตรวจสอบและมีความเห็นว่า พรรคการเมืองกระทำผิดตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็จะต้องส่งเรื่องเข้าสู่ทีประชุมอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงข้างน้อยมีความเห็นอย่างไร นายสุทธิพกล่าวว่า ตนไม่ขอเปิดเผยว่าใครเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่า ประธานกกต. ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก นายสุทธิพล ก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงว่าขอไม่เปิดเผยรายละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายทะเบียนมีกรอบระยะเวลาในการทำงานหรือไม่ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ไม่มีกรอบระยะเวลาการทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ทราบว่าจะรีบดำเนินการซึ่งนายทะเบียนคงไม่ยื้อเวลา แต่ทั้งนี้นายทะเบียนเองก็มีสิทธิที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง หรือจะใช้ความเห็นจาก คณะกรรมการไต่สวนของ กกต.ก็ได้ แล้วแต่ดุลพินิจของนายทะเบียน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการพิจารณาครั้งนี้ได้ลงไปในเนื้อหาของสำนวนว่าควรยกคำร้องหรือเอาผิดหรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า การพิจารณานั้น มี กกต. บางคน ได้พิจารณาลงไปในเนื้อหา แต่เสียงข้างน้อยทั้งสองคนก็เห็นไปในทั้งสองทาง อย่างไรก็ตามการลงมตินั้น กกต. เสียงข้างมากเห็นว่าไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปก้าวก่ายการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว จึงมีมติเช่นว่า
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการนำเสนอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวนฯ ยังคงมีความเห็นเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ทำให้ในการพิจารณาของกกต.ตลอดทั้งวันค่อนข้างตรึงเครียด โดยเมื่อช่วงของการลงมติก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกจากห้อง เพื่อพิจารณาลงมติลับแต่กกต.ก็ไม่สามารถกระทำให้เสร็จสิ้นในห้องประชุมได้ โดยมีการขอไปกลับไปเขียนมติที่ห้องทำงาน และจัดให้ส่งให้สำนักการประชุมภายในวันเดียวกัน โดยมติสุดท้ายส่งมาถึงในเวลา 18.00 น. ซึ่งมติกกต. ที่ออกมาเสียงข้างมาก 3 เสียง คือนายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม และนายสมชัย จึงประเสริฐ ส่วนเสียงข้างน้อยแบ่งเป็น 2 ทาง โดยนาย อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เห็นควรให้ยกคำร้อง ส่วนนาย วิสุทธิ โพธิแท่น เห็นว่า ควรเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค
อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะเป็นปัญหากับนายอภิชาต ที่ต้องใช้อำนาจในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็น เพราะมติคณะกรรมการไต่สวนและมติกกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมานั้นมีทั้ง 2 ทาง อีกทั้งตนเองก็ได้ใช้อำนาจในฐานะกรรมการกกต.มีมติเห็นควรให้ยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งก็น่าสนใจว่านายอภิชาต จะมีมติแตกต่างจากที่ได้ลงไว้ก่อนแล้วหรือไม่ เนื่องจากหากนายทะเบียนฯมีความเห็นให้เสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อนำเสนอต่อที่ประชุมกกต.ขอความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อก็เท่ากับว่ามติของนายอภิชาตในกรณีนี้จะเป็น 2 แนวทางแต่ถ้านายทะเบียนพรรคการเมืองยังยืนยันมติเดิมของตนเองที่ลงไว้ก่อนแล้วคือเห็นควรให้ยกคำร้องนายทะเบียนฯอาจต้องเผชิญกับการถูกครหาว่าต้องการอุ้มรัฐบาล รวมทั้งอาจถูกพรรคเพื่อไทยฟ้องร้องได้ ทำให้มติเสียงข้างมากที่ออกมาในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นการโยนเผือกร้อนให้นายทะเบียนพรรคการเมือง



