ข่าว

ขายปลีกหมูขยับอีก5บาทเป็นกิโลละ115บาท

ขายปลีกหมูขยับอีก5บาทเป็นกิโลละ115บาท

17 ธ.ค. 2552

ผู้ประกอบการสุดอั้นปรับราคาหมูหน้าฟาร์มกิโลละ 2 บาทส่งผลราคาขายปลีกขยับขึ้น 5 บาททันที หรืออยู่ที่กิโลละ 115 บาท อ้างเหตุต้นทุนวัตถุดิบอาหารหมูทุกชนิดปรับราคา เกษตรฯเผยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่2009ในหมู

 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา สมาคมได้ประกาศปรับขึ้นราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มอีกกิโลกรัมละ 2 บาท คือปรับราคาจากกิโลกรัมละ 56 บาท เป็นกิโลกรัมละ 58 บาท ส่งผลทำให้ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก กิโลกรัมละ 5 บาท คือปรับจากกิโลกรัมละ 110 บาท เป็นกิโลกรัมละ 115 บาททันที

 สาเหตุของการปรับราคาขึ้นเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตอาหารหมูปรับราคาเพิ่มขึ้นทุกชนิด เช่น มันสำปะหลังปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 4 บาท เป็น 5.5 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับจากกิโลกรัมละ 6 บาท เป็นกิโลกรัมละ 8 บาท ปลายข้าวปรับจากกิโลกรัมละ 9 บาท เป็นกิโลกรัมละ 12 บาท นอกจากนี้ ปัจจุบันความต้องการบริโภคเนื้อหมูเพิ่มสูงขึ้น 10% จากอัตราปกติเฉลี่ยวันละ 3.5 หมื่นตัว เพราะกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้หมูโตไม่ทันกับความต้องการ

 นายสุรชัยกล่าวต่อถึงผลกระทบต่อการบริโภคเนื้อหมูจากกรณีตรวจพบ หมูในฟาร์มเลี้ยงที่ ต.ทับกวาง จ.สระบุรี ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) จากคน ว่าไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เนื่องจากเคยตรวจพบการติดหวัดลักษณะดังกล่าวในหลายประเทศช่วงก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ยอมรับว่าข่าวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทำให้การบริโภคเนื้อหมูชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่หากมีการนำเนื้อหมูมาปรุงสุกก็สามารถบริโภคได้ตามปกติ ส่วนการเลี้ยงขณะนี้เจ้าของฟาร์มมีการเฝ้าระวังและมีระบบเลี้ยงที่ควบคุมดูแลโรคอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วไม่มีปัญหาการติดเชื้อแต่อย่างใด

เกษตรฯเผยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่2009ในหมู

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐอธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมกันแถลงข่าวการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A H1N1 จากฟาร์มสุกรสถานีทับกวาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  นายธีระ เปิดเผยว่า จากผลการติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในสุกรตามมาตรการเชิงรุกตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน2552 ซึ่งได้มีการเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูกสุกรทั่วประเทศทั้งสิ้น 26,382 ตัวอย่าง ปรากฏว่ายังไม่พบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A H1N1 แต่อย่างใด จนกระทั่งในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพบว่าตัวอย่างที่เก็บจากฟาร์มสุกรสถานีวิจัยทับกวาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A H1N1จำนวน 1 ตัวอย่างจากทั้งหมด 80 ตัวอย่าง โดยได้ยืนยันผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา

 สำหรับมาตรการในการควบคุมโรคนั้นแม้ว่าขณะนี้สุกรในฟาร์มดังกล่าวจะมีอาการปกติแล้วทั้งหมด แต่กรมปศุสัตว์ก็ได้เร่งเข้าไปดำเนินการสั่งกักกันสุกรทุกตัวในฟาร์มพร้อมทั้งได้จัดส่งเจ้าหน้ากรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบทุก 3 วัน

รวมทั้งดำเนินการทำลายเชื้อโรคในฟาร์มสุกร ตลอดจนวัสดุ อุปกรณ์และยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์มและเฝ้าระวังโรคในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรรอบฟาร์ม พร้อมทั้งให้มีการลาดตะเวนตรวจสอบเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสุกร ทั้งนี้ได้ประสานกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมดำเนินการควบคุมและเฝ้าระวังโรคในส่วนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

             นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ในหมูในครั้งนี้ เป็นผลจากการติดตามและเฝ้าระวังโรคของกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายจากสุกรไปสู่สุกร และจากสุกรไปสู่คน

             ส่วนสาเหตุการเกิดโรคเบื้องต้นในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปชี้ชัดถึงที่มาของการติดโรคได้ เนื่องจากฟาร์มดังกล่าวเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้แก่นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงทำให้ยากต่อการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของการติดโรค

 แม้ยังไม่มีการรายงานว่ามีการติดเชื้อจากสุกรไปสู่คน กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์ได้เร่งประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือผู้เลี้ยงสุกรที่ป่วยด้วยอาการทางระบบทางเดินหายใจให้ไปพบแพทย์ และห้ามเข้าเลี้ยงสุกรโดยเด็ดขาด หากพบสุกรแสดงอาการป่วยดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมทั้งไม่เลี้ยงสุกรร่วมกับสัตว์อื่น โดยเฉพาะสัตว์ปีก เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสที่อาจติดต่อระหว่างกันที่อาจจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่อาจจะส่งผลทำให้เกิดเชื้อที่รุนแรงและเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ของโรคดังกล่าวได้เชื้อ

 สำหรับสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสุกรในต่างประเทศ ขณะนี้พบว่ามีหลายประเทศที่พบการติดเชื้อดังกล่าวจากคนไปสู่สุกรแต่ไม่มีการระบาดที่รุนแรง และส่งกระทบในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ของโลก เช่น ญี่ปุ่น แคนนาดา นอร์เวย์ อาเจนติน่า เป็นต้น