ข่าว

กษิตชี้ชัดไทยต้องทำลายอาวุธสงครามทั้งหมด

กษิตชี้ชัดไทยต้องทำลายอาวุธสงครามทั้งหมด

17 ธ.ค. 2552

“สุเทพ”ดอดเข้าทบ.กินข้าวร่วม “ผบ.เหล่าทัพ” ด้าน ทร.จับตาตรวจน่านน้ำ24ชม.ป้องขนอาวุธ “กษิต” ชี้ชัดไทยต้องทำลายอาวุธสงครามทั้งหมด พร้อมรายงานยูเอ็นในฐานะสมาชิกที่ดี

 เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ธ.ค. ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า ในการประชุมผบ.เหล่าทัพ ที่กองบัญชาการกองทัพบก ไม่ได้มีการหารือถึงกรณีการจับกุมเครื่องบินที่ขนอาวุธสงครามข้ามชาติแต่อย่างใด แต่ภายหลังการประชุมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ได้เดินทางเข้ามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผบ.เหล่าทัพด้วย แต่ไม่ได้มีการหารือ หรือกำชับเกี่ยวกับการยึดอาวุธสงคราม

 อย่างไรก็ตามในส่วนของกองทัพเรือได้มีมาตรการในการตรวจค้นเรือที่ผ่านน่านน้ำไทยตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ทุกอย่างยังคงเป็นไปอย่างปกติ ไม่พบการลักลอบขนอาวุธเข้ามาในน่านน้ำไทย
 
 ผู้สื่อข่าวถามถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศต้องหาวิธีดำเนินการให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยุติ และแสวงหาจุดร่วมที่ลงตัวระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

“กษิต”ชี้ชัดไทยต้องทำลายอาวุธสงครามทั้งหมด

เมื่อเวลา 16.35 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ได้เดินทางเข้าพบนายสุเทพ โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จากนั้นนายกษิต เปิดเผยหลังเข้าพบว่า ตนมารายงานนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เกี่ยวกับกิจการความมั่นคงระหว่างประเทศ

 สำหรับกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือไปยังองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เพื่อรายงานในเมื่อมีการละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องอาวุธ ซึ่งเมื่อทางการไทยสอบสวนเสร็จในชั้นต้นแล้ว ก็ส่งหนังสือผ่านคณะผู้แทนถาวรที่นิวยอร์ค โดยการดำเนินการกับอาวุธที่จับกุมได้นั้น มีหลักเกณฑ์การดำเนินงานอยู่แล้ว ทั้งนี้อาวุธดังกล่าวต้องทำลายทิ้งทั้งหมด ไม่สามารถเก็บไว้ใช้เองได้ เพราะไม่ใช่ของเราและในฐานะที่เป็นสมาชิกที่ดีของสมาคมโลก ถือเป็นความรับผิดชอบที่ดีที่เราต้องดำเนินการ

เตรียมสอบปากคำพนักงานบ.เอ็มเจ็ทคดีขนอาวุธ

 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสอบสวนคดีลำเลียงอาวุธสงครามร้ายแรงทางอากาศยานว่า พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. ในฐานะพนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดในการดำเนินคดีกับ 5 ผู้ต้องหาชาวอาซัคสถาน และเบลารุสที่ลำเลียงอาวุธสงครามโดยใช้เครื่องบินลำเลียงรุ่น IL76 ซึ่งถูกทางการไทยจับกุมได้ที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเข้าทำการสอบปากคำพนักงานบริษัท เอ็มเจ็ท และเจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อนำมาประกอบสำนวนการสอบสวนในประเด็นเรื่องเส้นทางการบินและช่วงที่เครื่องบินลงจอดแวะเติมน้ำมันที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานดอนเมือง

 รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการจราจรทางอากาศทราบว่า ก่อนที่เครื่องบินลำนี้จะออกเดินทางนั้นได้มีการส่งเทเล็คส์แจ้งเส้นทางการบิน และการขนส่งต่างๆที่เกี่ยวข้องมายังเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่าจะเดินทางมาลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมืองโดยไม่มีการบรรทุกสินค้าใดๆมาด้วย แต่ในขากลับจะมีการบรรทุกสินค้าประเภทชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เครื่องจักรกลมาในลำเครื่อง ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการบินของเครื่องบินลำนี้ก็พบว่าในรอบปีนี้เครื่องลำดังกล่าวได้เดินทางผ่านและแวะประเทศไทยเพียงแค่นี้ครั้งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนได้ขอให้เจ้าหน้าที่หอบังคับการบินตรวจสอบเส้นทางการบินของเครื่องบินลำนี้ย้อนหลังไปอีก 5-10 ปีด้วยว่าเคยมีการเดินทางผ่านหรือแวะลงจอดประเทศไทยด้วยหรือไม่

 ส่วนการสอบสวนและตรวจสอบผู้ต้องหาทั้ง 5 คนนั้น พนักงานสอบสวนได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อตรวจสอบว่าเคยเดินทางเข้าออกประเทศไทยหรือไม่ รวมทั้งนำข้อมูลของผู้ต้องหาทั้งหมดไปประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อขอตรวจสอบว่ามีผู้ต้องหารายใดเคยเข้าไปเยี่ยมนายวิคเตอร์ บูธ พ่อค้าอาวุธสงครามระดับโลกชาวรัสเซียที่เรือนจำหรือไม่ เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า เคยมีผู้ต้องขังที่อยู่ร่วมเรือนจำเดียวกับนายวิคเตอร์เคยเห็นชาย 2 คนที่มีลักษณะคล้าย 2 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีนี้เคยมาเยี่ยมนายวิคเตอร์ที่เรือนจำ

 ด้านการตรวจสอบของกลางอาวุธสงครามร้ายแรงนั้นมีรายงานว่า พนักงานสอบสวนยังคงรอการรายงานผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากกองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมาย ที่จะต้องทำรายงานระบุชนิดอาวุธและชื่อเรียกทางการทหาร ขนาด น้ำหนัก รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับอานุภาพการทำลายล้างอย่างเป็นทางการเพื่อนำมาประกอบสำนวน และเมื่อได้รายงานส่วนนี้มาแล้วพนักงานสอบสวนจะนำมาพิจารณาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

 อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า นอกจากเครื่องยิงจรวด รุ่น 240mm. ROCKET LAUNCHER 1985 (M1985) และเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีแล้วยังพบว่า มีหัวรบอาร์พีจี รุ่น TGB-7 โดยระบุว่าเป็น Rocket Head (TBG-7) ขนาด 66*40*27 ซม. บรรจุมาในลังไม้ทั้งหมด 83 ลัง และลังไม้อีก 3 ลังที่มีการระบุว่าเป็น SAM แต่คาดว่าน่าจะเป็นเครื่องยิงจรวดแบบประทับบ่ารุ่น SAM 7 ที่ใช้ประทับบ่าคนยิงอากาศยานแบบต่างๆที่มีเพดานบินต่ำ เช่น เฮลิคอปเตอร์

 สำหรับหัวรบแบบ TBG-7 หรือ TBG-7V นั้น เป็นหัวรบที่ใช้กับเครื่องยิงอาร์พีจี-7 (RPG-7) ที่ประเทศรัสเซียพัฒนาขึ้นโดยเป็นหัวรบระเบิดเพลิงซึ่งมีอานุภาพเท่ากับปืนใหญ่สนาม ขนาด 120 mm. มีอำนาจการทำลายในรัศมี 30 ฟุต หากยิงใส่ยานเกราะจะส่งคลื่นความร้อนสังหารทหารที่อยู่ภายในยานเกราะนั้นๆด้วย