
ยรรยงร่วมถก7จังหวัดชายแดนไทย-ลาวรับอาฟต้า
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ร่วมถกสถานการณ์การค้า การลงทุนไทย-ลาว รองรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอาเซียน "ยรรยง" ลุยจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ ทำหน้าที่ส่งเสริมการค้า
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 ธันวาคม ที่โรงแรมเซนทารา โฮเทล แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.อุดรธานี นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “สถานการณ์การค้า การลงทุนไทย-สปป.ลาว และการเปิดตลาดสินค้าเกษตรภายใต้ อาฟต้า (AFTA) โดยมี นายเฉลิมพล พงษ์ฉบับนภา ผอ.สำนักงานส่งเสริมการค้า ณ กรุงเวียงจันทน์ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนตามแนวชายแดน 7 จังหวัด เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้คือ จ.อุดรธานี เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ
โดยที่ผ่านมาภาวะการค้าไทย-สปป.ลาว ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากปี 2547 มีมูลค่าการค้า 29.130 ล้านบาท เพิ่มเป็น 77,521 ล้านบาท ขณะที่ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 33.2 และในปี 2552 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค. ไทยมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับ สปป.ลาว 58,578 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 12.4 และมีปริมาณการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว รวม 57,769 ล้านบาท เป็นการส่งออก 43,640 ล้านบาท นำเข้า 14,130 ล้านบาท ส่วนสาเหตุที่ลดลงเป็นผลจากวิกฤติการณ์ทางการเงินโลก และราคาผลผลิตทางเกษตรตกต่ำ
นายยรรยง เปิดเผยว่า การที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าตามแนวชายแดนมาประชุมร่วมกันว่า เป็นการประชุมทั่วๆ ไปของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อความเตรียมพร้อมรับมือการเปิดการค้าเสรี หรือ อาฟต้า ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ของประเทศอาเซียน และเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ขยายการค้าของเรากับประเทศเพื่อบ้านโดยเฉพาะการค้าชายแกนกับประเทศเพื่อบ้านรอบประเทศเราทั้ง 4 ด้านคือ สปป.ลาว-กัมพูชา-พม่า และ มาเลเซีย ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จะเน้นการค้าด้านนี้ให้มากขึ้น โดยมีเหตุผล 2 ประการคือ
1.การค้าชายแดนนี้ เป็นส่วนที่ทั้ง 2 ประเทศที่เป็นคู่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะเป็นการค้าที่มีต้นทุนต่ำ หากว่าสถานการณ์ต่างๆ เอื้ออำนวย เช่น การขนส่ง และกฎระเบียบต่างๆ ของทั้งฝ่ายเอื้ออำนวย จะทำให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานั้นการค้าตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อบ้านมีมูลค่าการค้าหลายล้านบาทต่อปี หากว่าในอนาคตสามารถที่ขยายการค้าชายแดนได้มากขึ้น ก็ยิ่งจะทำให้การค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น
2.นโยบายของอาเซียนที่มีการเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในระยะยาวระบบการค้าเสรี หรืออาฟต้า ที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มนั้นจะเกิดผลและเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศมากขึ้น โดยที่ต้องอาศัยรูปแบบของการค้าชายแดนเป็นตัวเพิ่มมูลค่า
นายยรรยง กล่าวต่อไปอีกว่า ขณะนี้ทางกระทรวงพาณิชย์โดยรัฐมนตรีว่าการได้หันมาเน้นในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ คือ ประเทศ สปป.ลาวกัมพูชา พม่า และมาเลเซีย เพื่ออาศัยประเทศดังกล่าวนั้นเป็นทางผ่านการระบายสินค้าของไทยไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป โดยเฉพาะ สปป.ลาวนั้นการค้าชายแดนถือว่าเป็นระบบการค้าที่มีความมั่นคงมาก เนื่องจากเพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศที่มีประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ความเป็นอยู่ที่เหมือนกันโดยเฉพาะภาษาพูดที่สามารถเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้การค้าชายแดนระหว่างไทย-ลาว มีความมั่นคง รวมไปถึงการทำตลาดก็ง่ายเพราะสื่อต่างๆ ของไทยคนลาวก็สามารถเข้าใจได้ดี อย่างไรก็ตามเมื่อไทยสามารถขายสินค้าให้กับคนลาวได้ดี ไทยก็น่าที่จะซื้อสินค้าจากลาวให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เกิดคู่ค้าที่มีความมั่นคง
"ต่อไปนี้ทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปมีบทบาทมากกว่าในอดีต โดยจะเน้นเรื่องการค้าชายแดนที่จะมีการจัดระบบ ระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ให้มากขึ้น พร้อมกันนี้ก็จะมีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดนสำหรับประเทศที่มีพื้นที่ติดกับประเทศไทยทั้ง 4 ประเทศขึ้นมาคือ ด้านประเทศลาวตั้งที่ จ.หนองคาย หรืออุดรธานี ,ด้านกัมพูชาตั้งที่ จ.ศรีสะะเกษ,ด้านพม่า ตั้งอยู่ที่ จ.เชียงราย และด้านประเทศมาเลเซียตั้งอยู่ที่ จ.สงขลา โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการส่งเสริมการค้า และส่วนหนึ่งก็จะคอยทำหน้าที่การค้าเสรีที่จะเปิดขึ้นมาปีหน้านี้ด้วย " นายยรรยง กล่าว



