
ศาลปค.ยืนไม่รับอุทธรณ์ทิพาวดีฟ้องปปช.ชี้ผิด
ศาลปกครองสูงสุด ยืนไม่รับ คุณหญิงทิพาวดี อดีต เลขา ฯ ก.พ. ฟ้อง ป.ป.ช. - อนุไต่สวน ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง แก้หลักเกณฑ์ตั้งรองอธิบดีสรรพากร ปี 44 ไม่ชอบ ขัดมติ ครม. ศาลชี้ คุณหญิงฯ ยื่นอุทธรณ์ ก.พ.ค. ไม่เสร็จตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีสิทธิฟ้องคดี
ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 17 ธ.ค.52 ศาลปกครองสูงสุด โดยนายวิชัย ชื่นชมพูนุท ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน มีคำสั่งยืนไม่รับฟ้อง คดีที่คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2550 และอดีตเลขาธิการ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ยื่นฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ที่ 1 และ คณะอนุกรรมการไต่สวน ที่ 2 เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน มติ. ป.ป.ช. ชี้ความผิดวินัยร้ายแรง
กรณีสืบเนื่องจาก ป.ป.ช. และอนุไต่สวน มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 13 ม.ค.52 และ 9 เม.ย.52 ชี้มูล คุณหญิงทิพาวดี กระทำผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ขณะปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ ก.พ. สร้างความเสียหายให้แก่คณะรัฐมนตรี และระบบราชการด้านบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างร้ายแรง กรณีที่มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญไม่เป็นไปตามมติ ครม. โดยยกเว้นให้ผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และไม่ผ่านการประเมินสมรรถนะหลักของผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้ารับการคัดเลือกได้ ส่งผลให้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร (นักบริหารระดับ 9 ) ปี 2544 มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคุณหญิงทิพาวดี เห็นว่ามติชี้มูลของ ป.ป.ช. ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงแสดงพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ มีการรับฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน และคณะอนุฯ บางคนมีเหตุโกรธเคืองกับคุณหญิงทิพาวดี ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามไม่ให้เป็นอนุ ฯ ไต่สวน
โดยศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินการชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงของ ป.ป.ช. และ คณะอนุ ฯ และการส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาของคุณหญิงทิพาวดีเพื่อพิจารณาโทษนั้น เป็นเพียงกระบวนการพิจารณาเสนอให้ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งลงโทษ จึงไม่อาจถือได้ว่าคุณหญิงทิพาวดี เป็นผู้เสียหายที่ใช้สิทธิยื่นฟ้องได้ ขณะที่คุณหญิงทิพาวดี ยื่นอุทธรณ์ ระบุว่า เป็นผู้เสียหายแล้วเมื่อ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล เพราะตามกฎหมาย ป.ป.ช.บัญญัติว่าเมื่อได้รับรายงานแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษภายใน 30 วัน กรณีจึงน่าจะชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชา จะมีคำสั่งลงโทษ โดยไม่อาจใช้ดุลพินิจทบทวนความผิดที่ถูกกล่าวหา ประกอบกับ ป.ป.ช. ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จึงเป็นเหตุให้ตนได้รับความเสียหายในชื่อเสียงเกียรติคุณ
ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงของ ป.ป.ช. และ คณะอนุ ฯ และการส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาของคุณหญิงทิพาวดีเพื่อพิจารณาโทษนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการเสนอความเห็นให้ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งลงโทษต่อไป หากคุณหญิงทิพาวดี ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งลงโทษ ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ( ก.พ.ค.) ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551แล้วถ้า ก.พ.ค.มีคำสั่งออกมาแล้วคุณหญิงทิพาวดี ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธณ์ กฎหมายก็ให้สิทธินำคดีมายื่นฟ้องศาลปกครองได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย แต่เมื่อคุณหญิงทิพาวดี ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวให้ครบถ้วน จึงไม่อยู่ในฐานะผู้มีสิทธิฟ้องคดี ส่วนที่อ้างว่าได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ หรืออาจถูกตัดสิทธิไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว.นั้น แม้ความเสียหายอาจมีอยู่จริงตามที่อ้าง แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้มีสิทธิฟ้องคดีโดยที่ยังไม่ดำเนินการอุทธรณ์การลงโทษให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองดังกล่าว คุณหญิงทิพาวดี ยังได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงวัฒนธรรม ( อ.ก.พ.กระทรวงวัฒนธรรม ) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 - 2 เรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ รมว.วัฒนธรรม มีคำสั่งลงวันที่ 27 พ.ค.52 สั่งปลดออกจากราชการ ตามมติ อ.ก.พ.กระทรวงวัฒนธรรมลงวันที่ 25 พ.ค.52 จากกรณีที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงดังกล่าว
โดยนางศิริวรรณ จุลโพธิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ไม่รับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ตามกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.2551 ข้อ 91 กำหนดระยะเวลาเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาไว้รวมทั้งสิ้น 240 วัน นับแต่วันที่ประธาน ก.พ.ค.ได้รับอุทธรณ์
ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. วันที่ 24 มิ.ย.52 และผู้ฟ้องนำคดีมายื่นต่อศาลปกครองกลางวันที่ 19 ส.ค.52 ดังนั้นจึงเป็นการฟ้องคดีในขณะที่เรื่องของผู้ฟ้อง ยังอยู่ในระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. ผู้ฟ้องจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เพราะกรณีนี้ถือว่าผู้ฟ้องยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จก่อนนำคดีมาฟ้อง แต่ทั้งนี้หาก ก.พ.ค. พิจารณาอุทธรณ์แล้ว และผู้ฟ้องไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ผู้ฟ้องสามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดใหม่ได้



