
จับสองผัวเมียลวงสรรพากรคืนเงินภาษีได้1.5ล้าน
กรมสรรพากรประสาน ปศท. จับสองผัวเมียยื่นแบบภาษีปลอมทางอินเทอร์เน็ต สารภาพจ้างคนมาเปิดบัญชีธนาคาร ทำบัตรเอทีเอ็มหัวละ 500 บาท ก่อนนำรายชื่อ-เอกสารปลอมยื่นแบบเสียภาษี เมื่อรับเช็คคืนเงินภาษีจึงนำไปเข้าบัญชีแล้วกดเงินมาแล้ว 3 แสนบาท อธิบดีกรมสรรพากรเผยสูญเงิน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 มีนาคม พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ผบก.ปศท.) และนายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายพงศ์กรณ์ อภิกุลไพศาล หรือนายเลิศพงษ์ ผ่องรัตนนันท์ อายุ 42 ปี และ น.ส.บุศรา อุดมพรกุล 40 ปี ภรรยาของนายพงศ์กรณ์
พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เอกสารบันทึกรายชื่อ พร้อมบัตรประชาชน 16 ใบ สำเนาบัตรประชาชน 28 ใบ เอกสารใบนำฝากธนาคารจำนวนหนึ่ง สมุดบันทึกชื่อบุคคล รหัสเอทีเอ็ม และเลขบัญชีธนาคาร 3 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ 86 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 83 ใบ สำเนาทะเบียนบ้าน 30 แผ่น โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้านเลขที่ 43/135 หมู่ 9 หมู่บ้านสินทรัพย์นครการ์เด้น ถนนกาญจนาภิเษก แขวงและเขตบางแค กทม.
นายวินัย กล่าวว่า กรมสรรพากรได้ตรวจสอบข้อมูลการคืนเงินภาษีทางอินเทอร์เน็ต พบว่ามีความผิดปกติ โดยมีข้อมูลการขอคืนเงินภาษีที่เดียวกันจำนวนมาก และอ้างหลักฐานมีเงินได้พึงประเมินจากค่านายหน้าและดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อตรวจสอบข้อมูลการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายก็ไม่พบว่ามีการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้ขอคืนภาษีแต่อย่างใด
"พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าผู้ขอคืนภาษีไม่มีเงินค่านายหน้า และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร แต่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทางอินเทอร์เน็ต ขอคืนเงินภาษีอันเป็นเท็จ และได้มีการว่าจ้างให้จัดหาบุคคลมาเปิดบัญชีธนาคาร และทำบัตรเอทีเอ็มพร้อมแจ้งรหัสบัตร และส่งมอบให้กลุ่มผู้ต้องหาถือไว้ โดยอ้างว่านำไปใช้ในการขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีการนำรายชื่อบุคคลเหล่านี้กว่า 100 ราย" นายวินัย กล่าว
นายวินัย กล่าวอีกว่า จากนั้นผู้ต้องหาได้นำรายชื่อบุคคลเหล่านนี้มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และขอคืนเงินภาษี โดยหลอกลวงกรมสรรพากรด้วยการแสดงข้อความที่อยู่ของผู้ขอคืนภาษี อันเป็นเท็จว่ามีที่อยู่เดียวกัน หรือที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นบ้านร้างไม่มีผู้อยู่อาศัย บุคคลเหล่านั้นไม่เคยมีถิ่นที่อยู่ดังกล่าว และไม่เคยมีเงินได้จากค่านายหน้า ดอกเบี้ยธนาคาร และไม่เคยยื่นแบบการเสียภาษีแต่อย่างใด กรมสรรพากรจึงประสานของความร่วมมือกับ บก.ปศท. และศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา
"การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้กรมสรรพากรคืนเงินภาษีตามที่อยู่ที่แจ้งขอคืน โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คระบุชื่อผู้ได้รับเงินคืนภาษี ซึ่งสมุดบัญชีเงินฝากธนคารและบัตรเอทีเอ็ม พร้อมรหัสบัตรอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาทั้งหมดจึงสามารถนำเช็คสั่งจ่ายเงินคืนภาษีไปเข้าบัญชีธนาคารแล้วนำบัตรเอทีเอ็มไปเบิกถอนเงิน เป็นเหตุทำให้กรมสรรพากรได้รับความเสียหาย 1.5 ล้านบาท" นายวินัย กล่าว
นายพงศ์กรณ์ ให้การรับสารภาพว่า หลังจากที่กรมสรรพากรเปิดให้ประชาชนยื่นแบบเสียภาษีเพื่อขอคืนเงินภาษีทางอินเทอร์เน็ต โดยในปี 2548 ตนก็ยื่นแบบเพื่อขอคืนเงินภาษีทางอินเทอร์เน็ต ได้รับเงินคืนเป็นเช็ค 3,000 บาท โดยไม่มีการตรวจสอบเอกสารใดๆ จึงเป็นช่องทางที่คิดว่าหากคนอื่นยื่นเสียภาษีก็ไม่น่าจะมีการตรวจสอบเอกสารเช่นเดียวกัน
"ผมได้ว่าจ้างคนที่รู้จักกันไปหาคนมาเปิดบัญชีให้ค่าหัวรายละ 500 บาท โดยถ่ายสำเนาบัตรประชาชนไว้ เมื่อเปิดสมุดบัญชีและทำบัตรเอทีเอ็มแล้วก็จะไปจดหมายเลขสมุดบัญชี และให้ใช้หรัสเอทีเอ็มเหมือนกันคือ 9999 จากนั้นผมก็จะมาเปลี่ยนรหัสเอทีเอ็มภายหลัง พร้อมทั้งยื่นแบบเสียภาษีโดยป้อนข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่าเจ้าของบัตรมีรายได้เดือนละ 4,000-5,000 บาท กรมสรรพากรก็จ่ายเช็คขีดคร่อมระบุชื่อผู้เสียภาษีนำฝากเข้าธนาคาร ซึ่งสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มอยู่กับผมจึงสามารถนำเช็คเข้าบัญชีธนาคารแล้วไปกดเงินออกมาซึ่งได้เงินมาแล้ว 3 แสนบาท" นายพงศ์กรณ์ สารภาพ
พล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทั้งสองคนว่า ร่วมกันฉ้อโกง โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหากระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงอีกหลายคน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายรายนี้ต่อไป



