
ชวนทั่วโลกยุติรุนแรงผ่านจอบินไทย
ปัจจุบันมีเด็กและสตรีอย่างน้อย 1 ใน 3 จากทั่วโลกถูกทำทารุณกรรมโดยการทุบตี ล่อลวงหรือล่วงละเมิดตลอดชั่วชีวิตของพวกเธอ ภาพยนตร์โฆษณา 30 วินาที" แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ 3 องค์กรหลักอย่าง กระทรวงยุติธรรม ยูนิเฟรม และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ในงานแถลงข่าว เมื่อวันก่อน ที่สำนักงานการบินไทย ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจาก พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในฐานะองค์ทูตสันถวไมตรี ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเหยื่อไม่มีที่พึ่งหรือได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังคงมีทัศนคติว่า เป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว ดังนั้นจึงทรงให้ความสำคัญและรณรงค์แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังมาโดยตลอด จนประเทศไทยได้รับการยอมรับว่า มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และให้เป็นต้นแบบในการรณรงค์ในนานาประเทศ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งจาก ยูนิเฟรม ซึ่งเป็นผู้จัดทำสปอต “Change Now : Say No to Violence against Women” และ บริษัท การบินไทยฯ เป็นผู้นำเอาไปจัดฉาย
ปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้สนับสนุนการเผยแพร่โฆษณาการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยนำภาพยนตร์โฆษณา การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประทานพระกรุณาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ ความยาวประมาณ 30 วินาที ด้วยการจัดฉายในทุกเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศที่มีอุปกรณ์วันละประมาณ 250 เที่ยวบิน โดยจะจัดฉายเป็นเวลา 1 ปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป
“นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความร่วมมือในการรับบริจาคเงินบนเครื่องบิน เพื่อหาทุนเข้าสมทบกองทุนยูนิเฟรม นำไปใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรเกี่ยวกับแนวคิด ทัศนคติพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ในกลุ่มเด็กชายและผู้ชายต่อไป เป็นระยะเวลา 1 ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้โดยสารสามารถยื่นความจำนงต่อพนักงานบริการบนเครื่องบินได้“ ปิยะสวัสดิ์กล่าว
ขณะที่ ดร.จีน เดอ คูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเฟรม (UNIFEM) กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงมีผลกระทบต่อครอบครัวอันเป็นพื้นฐานหลักของสังคม จึงให้ความสำคัญต่อปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กโดยตรง และกฎหมายก็ไม่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถาวร ดังนั้นจึงจัดให้มีการรณรงค์ควบคู่กันไป เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของส่วนรวม จึงเชื่อว่าโฆษณาชุดนี้จะปรับเปลี่ยนทัศนะคติทุกคนที่มีโอกาสเห็นได้เช่นกัน



