ข่าว

 ระวัง“ฟองสบู่” แตกที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไป “กรีซ”

ระวัง“ฟองสบู่” แตกที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไป “กรีซ”

18 ธ.ค. 2552

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน”โดยส่งสัญญาณเตือนภัยให้คนไทยได้รับรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในโครงข่ายของทุนนิยมแบบเก่าๆ ที่ครอบงำโลกทั้งใบนี้อยู่ และผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอหรอกครับ ถ้ายังยึดติดอยู่กับโครงสร้างเก่าๆ

 ไม่ปรับตัว ปรับวิถีคิด และปรับวิธีการปฏิบัติ  ยังคงดำเนินธุรกิจ ธุรกรรมในลักษณะปลาใหญ่ไล่ล่าปลาเล็ก  คนที่แข็งแรงกว่า เฉลียวฉลาดกว่า ใช้สิ่งที่ตัวเองมีเหนือกว่า ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ กอบโกย ตักตวงผลประโยชน์ จากผู้ที่อ่อนแอกว่า อีกไม่นานเกินรอถึงชาติหน้าหรอกครับ ก็คงจะล่มสลายเป็น “โดมิโน” กันทั้งระบบในชาตินี้ 

 หากท่านผู้อ่านไปลองค้นดูบทความเก่าๆ ของผมเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ฟันธงลงไปว่า อีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็น “ฟองสบู่” ที่จะแตกอีกหลายฟอง อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่ผิดพลาดขาดความสมดุล ที่ผมมักจะพูดง่ายๆ ว่า ขาด “ความพอเพียง” จนกระทั่งสุดท้ายต้องพบกับความล้มเหลว 

 พูดยังไม่ทันขาดคำครับ “กรีซ” ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นชนชาติเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังเป็น “รากแก้ว” ของอารยธรรมโรมันโบราณอันยิ่งใหญ่ที่เป็นพื้นฐานทางศิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกทั้งมวล กำลังจะซ้ำรอยกับ “ดูไบ” หลังจากมีการใช้เงินกันอย่างฟุ่มเฟือยจำนวนมหาศาล ทำให้ “กรีซ” มียอดหนี้สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 113% และคาดว่ายอดหนี้ของ “กรีซ” จะสูงถึง 125% ในปีหน้า ขณะที่ยอดการขาดดุลงบประมาณในปี 2009 นี้ อยู่ที่ระดับ 12.7% ของจีดีพี ในทางหลักเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าสูงมากครับ หนี้สินจำนวนมหาศาลของ “กรีซ” ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมตกต่ำย่ำแย่แบบสุดๆ ในกลุ่มประเทศอียู โดยหลักการแล้วหากมีการขาดดุลงบประมาณสูงเกินกว่า 4% ของจีดีพี ตามมาตรฐานสากลถือว่าเป็นความล้มเหลวของการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ  

 ปัจจุบันมีการจัดอันดับเครดิตของ “กรีซ” อยู่ในระดับ ทริปเปอร์บีพลัส เป็นเครื่องชี้ว่า สถานการณ์จะเลวร้ายมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะตามกฎของอียู ประเทศสมาชิกที่อันดับเครดิตต่ำกว่า A จะไม่สามารถออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นการค้ำประกันเงินกู้ได้อีกต่อไป ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ก็จะหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ของ “กรีซ” จะไม่สามารถใช้พันธบัตรของรัฐบาลที่ถืออยู่มาเป็นเครดิตในการค้ำประกันเงินกู้ จากตลาดทุนในยุโรปหรือที่อื่นได้ ทำให้มีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเศษกระดาษครับ

ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของ “กรีซ” ที่เป็นสัดส่วน เกือบ 13% ของจีดีพี รวมไปถึงการถูกลดอันดับเครดิตของ “กรีซ” ต่ำกว่า A จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน หากวิกฤติทางการเงินของ “กรีซ” รุนแรงขึ้นมากไปกว่านี้ หมายความว่าสถาบันการเงินของ “กรีซ” จะเป็นอัมพาตกันทั้งระบบ บรรดาธุรกิจธุรกรรมส่วนใหญ่จะหยุดชะงักลง เพราะไม่มีเงินทุนเข้ามาหมุนเวียนในตลาด สภาพความสับสนโกลาหลวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น ส่วนจะร้ายแรงเพียงใดก็ยากที่จะคาดเดา

สำหรับผมแล้ว “กรีซ” เป็นผู้โชคร้ายรายต่อไปในเครือข่ายระบบทุนนิยมแบบเก่าๆ ของโลก ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางการเงินอย่างรุนแรง หากไม่เร่งรีบหามาตรการแก้ไขอย่างทันท่วงที ระบบเศรษฐกิจคงล้มละลายกันทั้งประเทศ เช่นเดียวกับสาธารณรัฐ “ไอซ์แลนด์” ที่เผชิญกับวิกฤติทางการเงินมาแล้วก่อนหน้านี้ ถึงขนาดที่ต้องประกาศตัดงบประมาณประจำปี ลงเป็นครั้งที่ 2 คิดเป็นยอดเงินประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณอย่างเร่งด่วน    

ถือได้ว่าเป็นการ “หักปากกา” ของบรรดานักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ที่เมื่อไม่กี่เดือนนี้ได้เคยคาดการณ์ด้วยความมั่นอกมั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากภาวะถดถอย และกำลังจะก้าวพ้นจากวิกฤติเข้าสู่วัฏจักรแห่งการเติบโตครั้งใหม่ในปีหน้า แต่อนิจจา “ฟองสบู่” แตกที่ “ดูไบ” และกำลังลุกลามไปที่ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์”  เป็นสัจจะแห่งธรรมที่ส่งกระแสแห่งความวิตกกังวลว่า หากเยียวยากันไม่ทันจะนำไปสู่วิกฤติทางเศรษฐกิจของโลกครั้งใหม่อีกรอบ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์