
จับโกหก"อัล กอร์"โม้เรื่องโลกร้อนเกินจริง
โคเปนเฮเกน-"อัล กอร์" หน้าแตก ถูกจับได้ว่าโม้เรื่องภัยโลกร้อนเกินจริงในที่ประชุมโคเปนเฮเกน
นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐที่ผันตัวเองมาเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม ถูกจับได้อีกครั้งแล้วว่าโหมประโคมเรื่องภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนเกินกว่าความเป็นจริงไปมาก ระหว่างขึ้นกล่าวคำปราศรัยในที่ประชุมว่าด้วยโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันอังคาร (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมา
ระหว่างที่ขึ้นพูด นายกอร์ระบุว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายหมดไปภายในกลางทศวรรษหน้า โดยอ้างผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐผู้หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ถึง 75% ที่ขั้วโลกเหนือจะปราศจากน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนภายในเวลา 5-7 ปีเท่านั้น แต่ดร.วีสลอว์ มาสโลว์สกี ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ ได้ออกมาปฏิเสธว่า ผลการวิจัยของเขาไม่ได้บ่งชี้ว่าจะเป็นแบบที่นายกอร์พูดไปแต่อย่างใด
ดร.มาสโลว์สกี ซึ่งสอนอยู่ที่บัณทิตวิทยาลัยราชนาวีสหรัฐในแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ตัวเขาไม่เคยประเมินความเป็นไปได้ที่ชัดเจนลงไปแบบนั้น และไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คำปฏิเสธดังกล่าวได้สร้างความอับอายให้นายกอร์ซึ่งเคยถูกวิจารณ์มาครั้งหนึ่งแล้วว่าปล่อยข่าวที่น่าตกใจ โดยเมื่อ 2 ปีก่อน ศาลสูงของสหรัฐได้ตัดสินว่าหนังสารคดีรางวัลออสการ์เรื่อง "แอน อินคอนวีเนียนท์ ทรูท" ที่นายกอร์อำนวยการสร้างนั้นทำให้คนตื่นตกใจเกินกว่าเหตุ แล้วก็มีข้อผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์อยู่ถึง 9 ข้อ
หลังเกิดเรื่องนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างพากันออกมารุมสับนายกอร์จนเละว่ายิ่งทำให้คนกังขาเรื่องโลกร้อนกันมากขึ้นเพราะก่อนหน้านี้เพิ่งจะเกิดกรณีแฮ็กเกอร์แอบเข้าไปล้วงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศชั้นนำของโลกมาแฉว่า ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่งรู้เห็นเป็นใจกันปรับแต่งข้อมูลเกี่ยวกับภัยจากภาวะโลกร้อนให้ดูร้ายแรงกว่าความเป็นจริง
ดร.จิม โอเวอร์แลนด์ นักสมุทรศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐ กล่าวว่า นายกอร์ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องความเปลี่ยนแปลงในขั้วโลกเหนือให้เกินความเป็นจริงเลย เพราะการพูดเกิดจริงจะทำให้คนพากันกังขากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่ดร.เบนนี ไพเซอร์จากมูลนิธินโยบายโลกร้อน กล่าวว่า นายกอร์นั้นมีประวัติให้ข้อมูลผิดๆ ดังนั้น รัฐบาลต่างๆ ควรได้รับคำแนะนำว่าให้หยุดฟังนายกอร์ แล้วก็คำทำนายเรื่องวันโลกแตกได้แล้ว
ในส่วนของการประชุมเรื่องโลกร้อนนั้นก็ยังคืบหน้าไปไม่ถึงไหนแม้จะถกกันมาร่วม 10 วันแล้วก็ตาม เนื่องจากสหรัฐ และจีนยังคงไม่ยอมอ่อนข้อให้กันจนถึงขั้นที่นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต้องออกปากว่าการจะออกข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่มาแทนที่พิธีสารเกียวโตนั้นเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ มีปัญหาอีกเป็นจำนวนมากที่ยังต้องหาทางออก แต่ก็จะทำทุกอย่างเท่าที่สามารถจะทำได้



