
5ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองไทย
สำนักข่าวรอยเตอร์ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจสำหรับคนไทย แต่น่าสนใจว่าเขาเรียงลำดับของปัญหาความเสี่ยงเหมือนกับที่คนไทยทั่วไปวิเคราะห์หรือไม่
รอยเตอร์บอกว่า ปัจจัยแรกของความเสี่ยงนั้นให้จับตา อนาคตการเมือง คือสถานภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งยังคงไม่มั่นคง ไม่แน่ว่าจะสามารถชนะเลือกตั้งได้หรือไม่
โดยถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถชนะเลือกตั้งก็จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นของไทย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร เป็นฝ่ายชนะ ก็จะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นไทย เพราะกลุ่มเสื้อเหลืองจะออกมาประท้วงต่อต้านชัยชนะของพรรคเพื่อไทย
เท่ากับว่าการเมืองไทยจะมีการชุมนุมประท้วงกันอีก นี่คือปัจจัยความเสี่ยงแรกตามความเห็นของรอยเตอร์ ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องนักเพราะว่าไม่ว่าพรรคไหนจะชนะเลือกตั้งคราวหน้าการชุมนุมประท้วงก็เกิดขึ้นอีก ถ้าหากไม่มีน้ำใจนักกีฬาและไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นอยู่ในแวดวงการเมืองวันนี้
รอยเตอร์บอกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ 2 คือ สถานการณ์รุนแรงครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. หรือกลุ่มเสื้อแดง วางแผนจะผลักดันครั้งใหญ่เพื่อล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยประกาศจะเปิดฉากการชุมนุมยืดเยื้อซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ฝ่ายค้านเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยจะพยายามบีบให้รัฐบาลยุบสภา
รวมทั้งยังเกิดขึ้นใกล้กับช่วงที่จะมีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ข้อนี้คนไทยทั่วไปมองเห็นว่า คนเสื้อแดงยังจะชุมนุมประท้วงต่อไป ตราบเท่าที่คุณทักษิณ ยังไม่พอใจ
ปัจจัยที่ 3 รอยเตอร์บอกว่า กรณีของเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ศาลมีคำสั่งระงับชั่วคราว 65 โครงการ ที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ หลังจากก่อปัญหาด้านมลพิษต่อชาวบ้าน กรณีนี้กำลังสร้างความวิตกให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกิจการ สยามซีเมนต์ และกิจการพลังงาน ปตท.
ขณะที่ธนาคารชาติระบุว่า ถ้าปัญหามาบตาพุดยังคงยืดเยื้ออาจจะฉุดการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศลง 0.5% ประเด็นนี้รอยเตอร์มองสำหรับเฉพาะนักลงทุน นักเล่นหุ้นเป็นหลัก
ปัจจัยที่ 4 คือ ปัญหาคอรัปชั่นและธรรมาภิบาล ที่ผ่านมาเมืองไทยถูกเข้าใจอย่างกว้างขวางว่ามีปัญหาคอรัปชั่นมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไร้เสถียรภาพ
รอยเตอร์บอกว่า นักลงทุนจับตาดัชนีการจัดอันดับประเทศคอรัปชั่นของไทย จากหน่วยงานตรวจสอบความโปร่งใสระหว่างประเทศ ปัญหานี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทยในระยะยาว เช่นเดียวกันประเด็นนี้รอยเตอร์ก็มองว่าเป็นเรื่องที่จะกระทบต่อนักลงทุนต่างชาติ มากกว่าจะมองจากประเด็นการปราบปรามคอรัปชั่นที่คนไทยต้องการเห็นให้มีความเด็ดขาดชัดเจนมากกว่าที่เห็นอยู่นี้
ปัจจัยเสี่ยงที่ 5 รอยเตอร์บอกว่า สถานการณ์รุนแรงในภาคใต้จากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิม ซึ่งก่อเหตุนองเลือดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าปัญหานี้จะมีผลกระทบน้อยต่อตลาด แต่ก็ถือว่ามีอิทธิพลที่สร้างความวิตกให้แก่นักลงทุนเพิ่มขึ้นได้
5 ปัจจัยเสี่ยงที่รอยเตอร์วิเคราะห์นั้น เป็นประเด็นที่คนไทยทั่วไปรู้ดี การจัดลำดับอาจจะไม่ตรงกัน แต่ปัจจัยหลักที่คนไทยเป็นห่วงนั้น ก็คือ ความขัดแย้ง ความไม่สมานฉันท์ ความจริงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่คนไทยรับได้เพราะถือเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ขัดแย้งถึงขั้นที่แตกแยกกันในเกือบทุกวงการ
และความพยายามของทักษิณ ชินวัตร ที่จะกลับมามีอำนาจ และไม่ยอมให้ยึดทรัพย์ ไม่ยอมมาติดคุกตามคำสั่งศาลนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยมองว่า นี่คือปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงทางการเมืองปัจจัยสูงที่สุด
สุทธิชัย หยุ่น



