ข่าว

4D4มิติ"Heart To Heart"ในหลวงกับพสกนิกรของพระองค์

4D4มิติ"Heart To Heart"ในหลวงกับพสกนิกรของพระองค์

16 ธ.ค. 2552

9 วัน 9 คืนกับคลื่นมหาชนกว่า 3 ล้านคน ที่เข้าร่วมงาน 4D Light & Sound มีเสียงบอกกล่าวว่านี่คือ "Heart To Heart ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรของพระองค์" .... "วินิจ เลิศรัตนชัย" จะมาเล่าถึงเบื้องหลังของความยิ่งใหญ่อลังการที่จารึกไว้ในความทรงจำของชาวไทย

 "พูดจริงๆ นะวันนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้ เพราะมันเป็นความสมบูรณ์ที่ลงตัวมาก"

 วินิจ เลิศรัตนชัย ซีอีโอบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด หรือเอ็กเซ็กคูทีฟ โปรดิวเซอร์ ของงาน 4D Light & Sound ภายใต้ธีม "พ่อ…The Greatest of the Kings The Greetings of the Land” เล่าถึงผลงานที่ต้องจารึกไว้ในความทรงจำของชาวไทยที่มีส่วนร่วมในการแสดงความจงรักภักดีต่อ “ในหลวง”

 เบื้องหลังของความสำเร็จของโปรเจกท์ที่ใหญ่และยากที่สุดในชีวิต... วินิจ บอกว่า เป็นการจับมือร่วมกันระหว่างเขาและ ฟิลิป เกสท์ (Philipp Geist) ทีมงานระดับมันสมองจากประเทศเยอรมนี

 วินิจ เล่าถึงแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ว่า เมื่อปี 2549 เขามีแนวคิดจะทำโครงการถวายพระองค์ท่านที่ภูเขาหินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วงนั้นเคยคุยกับคุณบัณฑิต อึ้งรังสี วาทยกรชั้นนำระดับโลก ที่จะนำวงซิมโฟนีออเคสตราจากอิตาลีมาแสดง ร่วมกับการแสดงแสง สี เสียง พลุที่ชายทะเล โดยจะเป็นการแสดงที่สามารถชมได้สามมุมคือ บนภูเขา ชายทะเล และพื้นที่ราบ

 ....แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะขาดผู้สนับสนุนหลายส่วน ...วินิจ สรุป

 ทว่า...จุดหักเหสำคัญที่ทำให้เกิดครีเอทีฟในชิ้นงานนี้นั้น วินิจ เล่าว่า "ผมมักไปนั่งจิบกาแฟที่ร้านกาแฟดอยตุงบ่อยๆ จึงเกิดความคิดว่า พระที่นั่งอนันตสมาคมแห่งนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว ในตอนกลางคืนสวยงามมาก ก็เริ่มคิดโปรเจกท์ว่าถ้าเอาภาพพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวฉายขึ้นบนพระที่นั่ง"

 วินิจ ยังชี้ว่า หัวใจสำคัญของงาน "พ่อ…The Greatest of the Kings The Greetings of the Land” อยู่ที่ตัวเนื้อหาที่จะต้องเน้นให้คนไทยเห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน โดยท่านดิสธร วัชโรทัย ลูกของท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย และคุณรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงาน ได้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษาในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นทางการ

 วินิจ อธิบายถึงขั้นตอนในการลงลึกรวบรวมเนื้อหาและคัดเลือกพระราชกรณียกิจด้วยว่า เบื้องต้นทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านกราฟฟิกดีไซน์ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์และลวดลายในศิลปกรรมไทย เช่น ลายกนก ลายรดน้ำ มาผสมผสาน โดยเน้นการจัดทำแอนิเมชั่น และเมื่อได้พบกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงหารือเรื่องเนื้อหา รวมทั้งกำหนดแนวคิดในทิศทางจะมุ่งหน้าไป

 โดยที่มาของภาพยนตร์เรื่อง “พ่อ” นั้น เอ็กเซ็กคูทีฟ โปรดิวเซอร์ของงาน 4D กล่าวว่า คุณเนวินเองมองว่าน้อยคนนักจะรู้ว่าภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่มีคนรู้ว่าตรงนั้นคือสถานีการทดลองขนาดเล็กของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีทุ่งนา ขี้วัว ขี้ควาย ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ท่านทรงกลับมาทดลองสิ่งต่างๆ หลังจากเสด็จฯ กลับจากไปเยี่ยมราษฎร ตรงนี้คือเรื่องจริงของพระองค์ท่านที่พวกเราจะนำเสนอผ่านพระที่นั่งอนันตสมาคมที่เปรียบเป็นจอภาพยนตร์และเป็นหัวใจสำคัญมากในงานนี้

 สำหรับกองบัญชาการของทีมงาน 4D วินิจ บอกว่า มีร่วม 1,000 คน โดยจะอยู่ในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นคลังซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ที่ถูกสร้างเป็นห้องส่งถาวร มีเครื่องโปรเจกเตอร์ตั้งพื้นประมาณ 4 เครื่อง ที่ต้องฉายให้สอดประสานกลายเป็นภาพบนพระที่นั่งฯ ที่มีความสูงถึง 70 เมตร

 "ทีมดีไซเนอร์ที่มาจากเยอรมัน ได้ร่วมจัดทำซอฟต์แวร์กับทีมงานฝรั่งเศส ส่วนอุปกรณ์การฉายนั้นเป็นทีมงานเดียวกับทีมที่จัดการแสดงพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ประสานกับทีมงานเหล่านี้ร่วมกับทีมงานของไทย ที่มีความสำคัญในการดูแลเรื่องเนื้อหาวัฒนธรรมความเป็นไทยในการนำเสนอออกมา ส่วนทีมดนตรีนั้นคุณบัณฑิตรับหน้าที่ในการดึงนักดนตรีจาก 4 ทวีปทั่วโลก 129 คน มาร่วมกับนักร้องประสานเสียง 100 คนจากสวนพลูคอรัส"

 วินิจ ยังสะท้อนเสียงจากทีมงานต่างประเทศต่องานนี้ด้วยว่า ที่ผ่านมาพวกเขาเคยทำแต่ 3D เนื้อหาที่นำเสนอก็ไม่ใช่แบบที่ทำกัน โดยทีมงานยังทึ่งเลยว่าการแสดงในหลายอาคารและพื้นที่สำคัญของโลก เช่น โอเปร่า เฮ้าส์ ของออสเตรเลีย, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเวียนนา ออสเตรีย นั้นใช้เพียงสีสันและกราฟฟิกดีไซน์จากเลเซอร์ แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่ฉายภาพยนตร์และสารคดีบนอาคาร คือพระที่นั่งอนันตสมาคม

 ซึ่งทีมงานต่างประเทศเองก็รับว่าเป็นขั้นตอนที่ยากมาก เพราะพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นอาคารที่มีมุมโค้ง มุมเว้าต่างๆ เยอะ แต่เมื่อฉายภาพไปแล้วเพื่อให้พระที่นั่งฯ เป็นจอภาพยนตร์ให้ได้นั้น มันคือความท้าทาย หากมองระยะไกลจะเห็นว่าพระที่นั่งฯ คือจอภาพยนตร์ดีๆ นี่เอง ทั้งๆ ที่มีหน้าต่าง โดมและมุมเยอะมาก รวมทั้งยังมีวงซิมโฟนีออเคสตราอีก โครงการนี้ใหญ่มากและไม่เคยมีใครกระทำมาก่อน

 "... มันคือครั้งแรกของโลก..." วินิจ ย้ำด้วยความภาคภูมิใจ

 "คุณรู้มั้ยทีมงานจากต่างประเทศทุกคนยังบอกกับผมว่า การแสดง 9 วันนี้ ประชาชนมาชม 3 ล้านคน ทำไม King จึงทำให้ประชาชนรักได้มากขนาดนี้ และวันสุดท้ายนะ ทีมงานน้ำตาไหลเลย เพราะประชาชนยังแน่นหนาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน พระองค์ท่านยังพระราชทานซีดี 1 ล้านแผ่นแก่ประชาชนด้วยนะ ตรงนี้ทีมงานบอกว่า Heart To Heart ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรของพระองค์" วินิจ เผยเบื้องหลังด้วยความปลาบปลื้ม

 "นักแสดง" ถือเป็นอีกความลับหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจของงาน "วินิจ" ไขปริศนาว่า ตัวแสดงเอกทั้งหมดไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพสักคนเดียว

 คนแรกคือคุณตา เจ้าของแปลงผัก คือ นายพงษ์พันธ์ เป็นเกษตรกร จ.เชียงราย ที่ทำไร่ในทุนส่วนพระองค์ ซึ่งพระองค์ท่านพระราชทานที่ดิน วัว ควาย โดยนายพงษ์พันธ์เป็นผู้นำชุมชนพื้นที่นั้น ส่วนน้องดาวเป็นนักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 จ.เชียงใหม่

 ส่วนเด็ก 2 คน น้องพรกับน้องแก้มเป็นนักเรียนทุน 2 คนรุ่นแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงสอนหนังสือ ซึ่งท่านดิศธรแนะนำให้ว่าสองคนนี้เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลย เป็นนักเรียนรุ่นแรกตั้งแต่สองคนนี้อายุ 10 กว่าขวบ ซึ่งพระองค์ท่านทรงสอนหนังสือให้ที่โรงเรียนไกลกังวล อ.หัวหิน เมื่อสองคนนี้เรียนจบแล้วได้ทำงานที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ และได้ตามเสด็จฯ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้เห็นความเป็นมาเป็นไปในพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน

 "ตอนแคสติ้ง ทีมงานได้สอบถามว่ามีความคิดอย่างไรกับพระเจ้าอยู่หัว น้องดาวได้เขียนรูปและอธิบายเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านจนชนะใจพวกเรา ....น้องดาวเขียนภาพบ้านแล้ว มีเครื่องหมายครุฑอยู่บนจั่วบ้าน กับต้นไม้ แล้วมีจุดเล็กๆ อยู่ด้านข้าง ...น้องดาวบอกว่า ตรงนี้คือบ้านของพระเจ้าอยู่หัว อันนี้เป็นบ้านของดาว ทีมงานเลยถามว่า ทำไมเล็กขนาดนี้ น้องเขาก็บอกว่าหนูอยากเป็นแค่รั้วของพระเจ้าอยู่หัว....จุดนี้เองที่ทำให้เราเลือกเขา เพราะมันลึกซึ้งมาก"

 ส่วนน้องแพรนั้น "วินิจ" บอกว่า น้องเคยเล่าให้ฟังว่าในช่วงที่เป็นลูกศิษย์ของพระองค์ท่านนั้น วันหนึ่งพระองค์ท่านทรงผสมน้ำแข็งแห้งเพื่อทำฝนเทียม น้องแพรใช้นิ้วเล่นน้ำแข็งแห้ง เมื่อผ่านไปแล้วสองปี พระองค์ท่านทรงผสมน้ำแข็งแห้งเพื่อทำฝนเทียมอีกครั้งและน้องแพรได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน พระองค์ท่านมัพระดำรัสว่า อย่าเอานิ้วไปเล่นอีกนะ เดี๋ยวนิ้วจะขาด เรื่องราวเหล่านี้แสดงว่าพระองค์ท่านใส่พระราชหฤทัยมากและดุลูกศิษย์ของท่านว่าอย่าทำแบบนั้นอีก จนทำให้น้องแพรประทับใจและน้ำตาไหลที่เล่าเรื่องนี้ และยังซึมซับการติดตามพระราชกรณียกิจต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมของมูลนิธิที่มากขึ้นด้วย

 สำหรับสถานที่ถ่ายทำนั้น ซีอีโอบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล ยืนยันว่า ทุกมุมกล้องถ่ายจากสถานที่จริงทุกแห่ง เช่น ไร่ของนายพงษ์พันธ์ จ.เชียงราย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 จ.เชียงใหม่ แล้วกลับมาถ่ายทำภายในสวนจิตรลดาอีกครั้ง

 "คนข้างนอกอาจคิดว่าในพื้นที่นั้นเป็นพระราชวัง แต่ความจริงเป็นอีกแบบหนึ่งเลย ในพื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเสมือนว่ามีป่าไม้อยู่ในนั้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ ต้นไม้ร่มรื่นมากขึ้น มีการจัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้นและมีพัฒนาการแตกต่างจากภาพที่ปรากฏในฟิล์มสารคดีภาพยนตร์ที่บันทึกไว้ในอดีตมากมาย ผมขอใช้คำว่าพระองค์ท่านทรง Down to Earth มาก พระองค์ท่านทรงเดินทางพบประชาชนตลอดเวลา ทรงงานตลอดเวลา และบทหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “พ่อเคยสอนว่า พ่อต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่พระเจ้าอยู่หัวต้องทำงานหนักเพื่อดูแลประชาชนของท่าน ภาระหนักคนละเรื่องกันระหว่างพระองค์ท่านกับคนธรรมดาอย่างพวกเรา"

 วินิจ กล่าวในตอนท้ายว่า ในส่วนของงานเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ ท่านดิศธรได้กราบบังคมทูลรายงานให้พระองค์ท่านทราบตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นโครงการแล้ว และพระองค์ท่านทรงตรวจการบ้านของพวกเราด้วย โดยที่เขาต้องกราบบังคมทูลรายงานในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกีรยติให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรผ่านท่านดิศธรทุกวัน โดยที่ท่านดิศธรได้นำพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ท่านที่ทรงให้คำแนะนำกลับมาเป็นขั้นตอนก่อนวันจริง

 "แม้การแสดงในวันแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมต้องกราบบังคมทูลรายงานให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรและทรงแนะนำให้ปรับปรุงจุดบกพร่องต่างๆ เช่น ระบบเสียงของวงออเคสตราบางชิ้นเสียงยังไม่ดี เป็นต้น ตรงนี้ทำให้ผมร้องไห้ทุกวัน" วินิจ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

4D สัมผัสมิติที่ 4

 ฟิลิป เกสท์ ทีมงานต่างประเทศ อาร์ติสท์ชื่อดังจากเยอรมัน บอกกับ "จุดประกายกรุงเทพธุรกิจ" ว่าระบบ 4D-Visual Light & Sound ที่เรียกๆ กันนั้น เราจะเรียกระบบนี้ว่า 3D + 1D โดยระบบ 3D ที่ใช้กับตัวพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้น เปรียบเสมือนให้ที่ตรงนั้นเป็นจอโปรเจกเตอร์ฉายภาพยนตร์ และใช้เครื่องโปรเจกเตอร์ที่ถือว่ามีความแรงของแสงมากที่สุดในโลก ติดตั้งห่างจากตัวพระที่นั่งฯ ประมาณ 30 เมตร ฉายแสงเข้าไปบนนั้นแทนจอผ้าใบ โดยไม่ใช้ผ้าขึง

  "ที่สำคัญเราไม่ได้แตะตัวโครงสร้างของพระที่นั่งฯ เลย ส่วน 1D คือ สเปเชียล เอฟเฟกต์ต่างๆ เราเรียกการนำเสนอทั้งหมดว่า 3D+1D"

 สำหรับ 4D หรือ 4 Dimension ภาพ 4 มิติ คือ การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพที่มีความกว้าง ยาว และลึก เหมือนภาพยนตร์ 3 มิติที่คุ้นตา โดยมิติที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามา เป็นสภาพแวดล้อมระหว่างนั่งดู ซึ่งอาจเกิดจากเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ภายในบริเวณที่รับชม หรือในโรงภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสบรรยากาศประหนึ่งได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริง