
ปริศนาเขมรจับไทย"ใครเป็นนกต่อ"หรือ"ส่อดักฟัง"
มีความพยายามอย่างแข็งขันทีเดียว จากพรรคเพื่อไทยที่จะนำประเด็น "จับวิศวกรไทย" มาขยายผลเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองภายในประเทศ หลังจากการช่วยเหลือ "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" ได้ฤกษ์ลาโรงแล้ว
ถึงนาทีนี้เชื่อว่า สังคมคงไม่มีความสงสัยใดๆ ว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ เพราะจิกซอว์แต่ละตัวที่นำมาต่อกันนั้น ประกอบเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัวพอดี
เรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายเรื่องนี้ หากลองจับจังหวะ และพัฒนาการของเรื่องนี้ดูจะเห็นได้เลยว่ามีกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน สอดรับกันอย่างเป็นระบบ
นับตั้งแต่การบุกเข้ารวบตัว "ศิวรักษ์" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา เรื่อยมาจนถึงการจงใจปล่อยข่าวให้หลังจากจับกุมได้แล้วถึง 2 วัน
ตามมาด้วยการให้สัมภาษณ์ของ "สิมารักษ์ ณ นครพนม" ที่ว่าจะขอความช่วยเหลือไปยัง "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" ในฐานะที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ ฮุน เซน
แล้วในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา "นักโทษชายทักษิณ" ก็กระโดดงับทันควัน ด้วยการรับปากว่าจะเจรจาเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่
พร้อมกับที่ "ขบวนการทักษิณ" ในประเทศไทยก็โหมกระพือข่าว เพื่อช่วงชิงผลงาน กระชาก "เรตติ้ง" อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการตีปี๊บจัดฉากลากตัว "สิมารักษ์" ร่วมแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย ไปกระทั่งส่งตัวบินไปพบลูกชายรอบสอง พร้อมกับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาลกัมพูชา
เรื่อยมาจนถึงการประกาศเปลี่ยนตัวทนายความ หยุดรับความช่วยเหลือจากกระทรวงต่างประเทศ ไม่ขออุทธรณ์สู้คดีเพื่อแลกกับการขอพระราชทานอภัยโทษ เหตุเพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะได้รับการอภัยโทษแน่
กระทั่งได้รับการอภัยโทษ โดยมี "นักโทษชายทักษิณ" บินไปพบ พร้อมซักถามเรื่องราวโดยพยายามมุ่งประเด็นไปที่การเชื่อมโยงให้เป็นเจตนา "ลอบสังหาร" ตนเองอย่างที่ปลุกกระแสไว้ตั้งแต่ต้น
ก่อนที่ฉากสุดท้ายจะปิดลงด้วยพิธีปล่อยตัว "ศิวรักษ์" อย่างเอิกเกริกที่บ้านพักของฮุน เซน และการกลับถึงเมืองไทยพร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อการเมือง ด้วยการพุ่งเป้าไปที่คนรู้จักอย่าง "คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย"
ลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างไร โดยฝ่ายไหน และมุ่งประสงค์อย่างไร
เพราะทันทีที่สองแม่ลูกกลับมาถึงเมืองไทย ก็เกิดรายการเสี้ยมให้ฟ้องร้อง "คำรบ" และ "กระทรวงการต่างประเทศ" ในฐานะที่ทำให้ต้องสูญเสียอิสรภาพนานนับเดือน
ขณะเดียวกันกรรมาธิการต่างประเทศ ที่มี ต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นประธานก็เตรียมเรียก "คำรบ" ชี้แจง
และปลายทางของเรื่องราวได้ถูกจับวางไว้ที่ "การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" ต้นปีหน้า !!!
ดังนั้น ไม่ว่าทั้ง "นายศิวรักษ์" และ "นางสิมารักษ์" จะปฏิเสธเสียงแข็งว่าเรื่องนี้ไม่มีการจัดฉาก พร้อมกับพยายามโบ้ยไปที่ "คำรบ" ว่าคงไม่สามารถจัดฉากให้นายคำรบมาทำพฤติกรรมเช่นนี้ได้ก็ตาม
แต่ประเด็นที่พลาดไปถนัดก็คือ สังคมรับรู้กันแล้วว่ามีการโทรศัพท์เพื่อสอบถามจริงจากการยอมรับของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการจัดฉากไม่ได้เกิดขึ้นตรงส่วนนี้แน่นอน
หากแต่การจัดฉากได้เกิดขึ้นหลังจาก "ศิวรักษ์" ถูกจับกุมแล้วต่างหาก !
ประเด็นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีใครพูดถึงก็คือ "ศิวรักษ์" ถูกจับได้อย่างไร ?
ทางการกัมพูชารู้ได้อย่างไรว่า "คำรบ" จะโทรศัพท์สอบถาม "ศิวรักษ์" วันไหน เวลาเท่าไหร่ ?
และถ้าเป็นจริงอย่างที่ "ศิวรักษ์" ยืนยันมาตลอดว่าเขาไม่ผิด และข้อมูลที่ว่านี้ก็ไม่ได้เป็นความลับใดๆ ที่สำคัญเป็นการโทรสอบถามภายหลังเครื่องลงจอดแล้ว 20 นาทีด้วยซ้ำ
แต่ทำไม...ทางการกัมพูชาถึงได้ยัดข้อหา "จารกรรมข้อมูลตารางการบินของทักษิณ" ?
จนเป็นเหตุให้ "นักโทษชายทักษิณ" ฉวยโอกาสปะติดปะต่อเรื่องราว แล้วโพนทะนาว่าเป็นกระบวนการลอบสังหาร เพื่อให้สอดรับการปูดประเด็นส่งเอฟ 16 ตามประกบยิงกลางอากาศ
ประเด็นที่ว่านี้น่าสนใจก็เพราะว่า หากรู้ที่มาที่ไปของการจับกุม "ศิวรักษ์" จะทำให้จิกซอว์ตัวสำคัญที่ยังขาดหายไปนั้นมาเติมเต็มให้เห็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้น
นั่นเพราะ การจับกุม "ศิวรักษ์" จะเกิดขึ้นได้ก็จาก 2 แนวทางเท่านั้น คือ
หนึ่ง...จากฝีมือ "นกต่อ"
ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "ศิวรักษ์" เอง เพราะเป็นการโทรศัพท์ถึงเขาโดยตรง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงก็อาจสันนิษฐานได้ว่า..."ศิวรักษ์" อาจอยู่ในขบวนการทักษิณตั้งแต่ต้น
หรือ สอง...จากการดักฟังโทรศัพท์
ประเด็นนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงแล้วล่ะก็ คำถามจะพุ่งตรงไปยังรัฐบาลกัมพูชาในทันที และถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง เนื่องจากสถานทูตมีเอกสิทธิ์และมีอิสระในการติดต่อสื่อสารโดยปราศจากการดักฟัง
ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลกัมพูชาจะยิ่งลดต่ำลงในสายตาชาวโลก และย่อมส่งผลในระยะยาวต่อประเทศ
อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ ส.ส.เพื่อไทย "จตุพร พรหมพันธุ์" เคยปากสว่างมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อพูดถึง "เทปลับ" และอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชามีเทปนี้
ทำให้สังคมโลกเริ่มสงสัยแล้วว่ารัฐบาลกัมพูชากำลังละเมิดเอกสิทธิ์ทางการทูตอย่างร้ายแรงอีกกระทง จน "เตีย บัน" ต้องรีบออกมาปฏิเสธ
หากสามารถไขปริศนานี้ได้ จะทำให้เห็นเบื้องหน้า เบื้องหลังชัดเจนว่า "เกมเขมรจับไทย" ใครเป็นคนจัดฉาก
ใครเป็น "ผู้ก่อการ" ?
และใครบ้าง เป็น "ผู้สมรู้ร่วมคิด" ?
ถึงตอนนั้นรัฐบาลไทยจะได้ไล่เช็กบิลได้ถูกตัว และถูกต้องชอบธรรม !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



