ข่าว

ปธ.ศาลปค.สูงสุดชี้ปฏิรูปการเมืองไม่ใช่แค่แก้กม.แต่ต้องแก้ที่คน

ปธ.ศาลปค.สูงสุดชี้ปฏิรูปการเมืองไม่ใช่แค่แก้กม.แต่ต้องแก้ที่คน

06 มี.ค. 2552

"อักขราทร จุฬารัตน" ประธานศาลปกครองสูงสุด” ให้ความเห็น ปฏิรูปการเมือง ใช่แค่แก้กฎหมาย แต่ปัญหาต้องแก้ที่คน ขณะที่ผู้นำต้องมีความเป็นผู้นำในแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่เป็นผู้นำรัฐบาล

ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 6 มี.ค.52 นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด แถลงผลการดำเนินงาน เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี ในวันที่ 9 มี.ค.52 โดยปริมาณคดีที่รับเข้าสู่การพิจารณาในภาพของศาลปกครองว่า ตั้งแต่เปิดทำการ 9 มี.ค.44 - 1 ก.พ.52 มีคดีจำนวนทั้งสิ้น 48,290 คดี โดยสามารถพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จจำนวน 37,458 คดี คิดเป็นร้อยละ 77.57 เหลือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา 10,832 คดี คิดเป็นร้อยละ 22.43 ของปริมาณคดีรับเข้าทั้งหมด จากจำนวนคดีรับเข้าทั้งหมดแบ่งเป็นคดีในความรับผิดชอบของศาลปกครองสูงสุด 11,911 คดี คิดเป็นร้อยละ 24.67 ส่วนอีก 36,379 คดี อยู่ในความรับผิดชอบของศาลปกครองชั้นต้น คิดเป็นร้อยละ 75.33 โดยในส่วนของศาลปกครองสูงสุดสามารถพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จ 8,359 คดี คิดเป็นร้อยละ 70.18 สำหรับศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จจำนวน 29,099 คดี คิดเป็นร้อยละ 79.99
 ส่วนหน่วยงานปกครองที่ถูกฟ้องคดีมากที่สุด คือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 12,091 คดี โดยเป็นคดีของกรมที่ดินจำนวน 4,502 คดี รองลงมากรมการปกครอง 3,225 คดี ตามมาด้วยกระทรวงศึกษาธิการ 4,740 คดี โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานถูกฟ้อง 1,654 คดี และกระทรวงคมนาคม 4,056 คดี โดยหน่วยงานที่ถูกฟ้องคือกรมทางหลวง 1,946 คดี สำหรับหน่วยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกฟ้องมากที่สุด คือองค์การบริหารส่วนตำล 2,726 คดี ตามมาด้วย กทม.2,522 คดี และเทศบาล 2,121 คดี
 “สถิติคดีดังกล่าวไม่ใช่เป็นตัวสะท้อนว่า หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องนั้นปฏิบัติราชการดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะต้องศึกษาในรายละเอียดของประเด็นที่มีการฟ้องคดี แต่สถิติดังกล่าวสามารถบอกได้ว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางปกครองมากขึ้น และกล้าที่จะดำเนินการเพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตน” ประธานศาลปกครอง กล่าวและว่า ส่วนปริมาณคดีที่ใช้เวลาในการพิจารณาเกินกว่า 3 ปี และยังไม่แล้วเสร็จ ที่มีอยู่ร้อยละ 4.34 ของคดีที่แล้วเสร็จนั้น เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการคดี และบุคลากร ซึ่งก่อนที่ตนจะเกษียณในปี 2553 จะพยายามจัดระบบบริหารคดี เพื่อให้คดีเหลือค้างน้อยที่สุด
 ภายหลังแถลงผลงานแล้ว นายอักขราทร ตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองว่า การที่จะเริ่มปฏิรูปอีกครั้งแสดงว่าต้องมีปัญหา ซึ่งที่ห่วงคือจะแก้อย่างไรเพราะการปฏิรูปการเมืองนั้นมันไม่ใช่แค่เพียงแก้กฎหมาย หรือแก้มาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องศึกษาให้ละเอียดว่าปัญหาอยู่ที่ไหน หากไม่รู้สาเหตุ แล้วบอกแค่ว่าต้องปฏิรูปการเมืองแล้วแก้รัฐธรรมนูญต่างๆ ตนก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะองค์ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองขณะนี้มีปัญหาเยอะ เพราะเริ่มคิดกันคนละทาง หากจะหาคนกลางก็ยังนึกไม่ออกว่าใครจะยอมมาเป็นคนกลาง ความเห็นของตนก็คือยังไม่แน่ใจ
 เมื่อถามว่า ไม่มั่นใจต่อตัวผู้นำที่จะปฏิรูปการเมืองใช่ หรือไม่ นายอักขราทร กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจ พูดอย่างนั้นเขาก็เสียหาย เพียงแต่ไม่ใช่ว่าใครคิดจะทำแล้วก็สำเร็จ แม้ว่าจะมีเจตนาดีแต่ก็ยังจะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งจะต้องเคลียร์พวกเหล่านี้ให้ชัดเจน
 “คำว่าปฏิรูปการเมือง คือคำพูดที่ใครๆก็พูดได้ แต่ถามว่าคืออะไร ทำอย่างไร ด้วยวิธีไหน หากตอบตรงนี้ได้ก็สามารถปฏิรูปได้ การปฏิรูปการเมืองก็เหมือนกับคำว่าประชาธิปไตยที่ใครก็พูดกัน แต่พอถามว่าทำยังไงก็ไม่สามารถตอบได้ ดังนั้นเราต้องดูว่าทุกวันนี้ปัญหาจริงๆมันคืออะไร มีรากเหง้ามาจากตรงไหน เราต้องหาคำตอบ” นายอักขราทร กล่าวและว่า การปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ปัญหา ผู้นำจะต้องมีความเป็นผู้นำ ซึ่งประเทศต่างๆ เวลาเรียกร้องจะทำอะไรที่จะปฏิรูปบ้านเมือง ก็ต้องการผู้นำที่มองปัญหาแทน สังคมเราทุกคนมีความคิดเห็นได้ แต่จะหาจุดตรงกันนั้นยาก จึงต้องมีผู้นำที่น่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน หรือ State Man โดยผู้นำนั้นไม่ใช่ความหมายของผู้นำรัฐบาล แต่เป็นผู้นำที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง
 เมื่อถามว่า การปฏิรูปนั้นเป็นเพราะว่า รธน.ปี 50 รัดฝ่ายการเมืองแน่นเกินไปจนรู้สึกอึดอัดหรือไม่ นายอักขราทร กล่าวว่า จะรัดแน่นเกินหรือไม่ คงไม่ใช่ ไม่เคยเห็นใครพูดถึง เราไม่ค่อยศึกษาอะไรกัน ทำอะไรก็ใช้แค่ความรู้สึก พวกเราชอบมีความคิดว่า หากจะเอาประโยชน์จากสิ่งที่เราเป็น ก็จะบอกว่าดี แต่พอถึงเวลาที่ต้องเสียประโยชน์เพราะเหตุนั้นก็ไม่ดูตัวเองว่ามันถูกหรือไม่ ทุกอย่างมันอธิบายได้แต่พูดเวลานี้เกือบจะหาประโยชน์ไม่ได้ เพราะทุกคนก็มีคำตอบอยู่ในใจตัวเองหมด ทุกวันนี้ที่พูดๆกันก็แค่หาสิ่งมาสนองหรือหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตัวเอง
 ส่วนที่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเวลานี้หรือไม่ นายอักขราทร กล่าวว่า ตนก็เคยมีส่วนร่างหลายฉบับ ทั้งฉบับปี 2517 ที่ใครๆบอกว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ก็เห็นอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ไป รธน.ฉบับปี 2521 ก็บอกไม่เป็นประชาธิปไตยแต่มันก็อยู่นาน ดังนั้นตนคิดว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ดีที่สุดในเวลาไหน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราต้องแก้ตรงอื่น ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแล้วมันจะมีผลได้ดีกว่า เช่นแก้ที่คน ทำความเข้าใจให้ความรู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ควรจะพูดจาหรือทำความคิดเห็นอะไรก็ควรทำ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือน บางทีมันถึงเวลาที่ต้องออกมารับผิดชอบบ้านเมืองหรือพูดจาให้มากกว่านี้
 เมื่อถามว่า บทบาทของตุลาการในรัฐธรรมนูญ ควรจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงในภาพการณ์แบบนี้ นายอักขราทร กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า จะไม่เป็นอย่างนี้ หรือไม่ต้องทำอย่างนี้ แต่คิดว่า ถ้าจะทำโดยวิธีอื่นที่คิดว่าน่าจะดีกว่า ก็จะต้องอธิบายหรือทำความเข้าใจให้กับสังคมรู้ว่าที่แล้วมาที่ทำอย่างนั้นอาจจะคิดเร็วไป หรืออาจจะคิดว่าดีที่สุดในขณะนั้น แต่เวลานี้เมื่อเห็นข้อเท็จจริงแล้วจะขอเป็นแบบนี้ก็ต้องบอกกันให้ชัดเจน ไม่ใช่มาบอกว่าวิธีนั้นมันไม่ดี
 ส่วนการจะให้ตุลาการเข้ามาในส่วนกรรมการสรรหาองค์กรตรวจสอบการเมือง ต่อไปจะส่งผลดีกับสังคมหรือไม่ นายอักขราทร กล่าวว่า ต้องแยกระหว่างการเป็นกรรมการสรรหา กับตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งเรายังไม่คุ้นเคยกันและเมื่อมีผลกระทบกับตัวเอง ก็ทำให้เป็นเรื่องว่าทำแบบนี้ไม่ถูกแบบนั้นไม่ถูก ซึ่งความจริงต้องหันกลับไปศึกษาโดยนักวิชาการที่อยู่ในแนวทางนี้ควรจะต้องคอยบอกกล่าวสังคม