
เรียกคืนสังคมปลอดภัย
เรียกคืนสังคมปลอดภัย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563
จากโศกนาฏกรรมจ่าคลั่ง ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าเหยื่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมาย สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมไทยอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งกลายเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ชาติไปแล้ว มีหลายกรณีที่ต้องถอดเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้ซ้ำอีก มีคำร้องขอจากญาติผู้เสียชีวิต ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงตระหนัก และรับไปพิจารณา เพราะถือได้ว่า เป็นเสียงสะท้อนจากผู้เสียหายโดยตรง ญาติผู้เสียชีวิตคนหนึ่งบอกว่า ขอให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของบรรดาเหยื่อในเหตุการณ์ พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดได้ดูแลบุคลากร กำลังพล และคลังอาวุธให้เข้มงวดรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้ซ้ำอีก นอกจากนี้ ยังรู้สึกหวาดระแวงไม่กล้าไปเที่ยวห้าง หรือแหล่งที่มีผู้คนพลุกพล่านอีกแล้ว เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย
ในเรื่องของการเยียวยาตามที่ญาติร้องขอนั้น หน่วยงานภาครัฐต้องดำเนินการอย่างน้อย 2 ส่วนเป็นการเร่งด่วนที่สุดคือ การชดเชยค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบอื่นอีกมากมายอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องต่อมาก็คือมาตรการเยียวยาบาดแผลทางใจซึ่งสำคัญที่สุด โดยกรมสุขภาพจิต ได้ส่งทีมวิกฤติสุขภาพจิต จากสหวิชาชีพอันประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการสาธารณสุข ร่วมด้วยทีมงานด้านสุขภาพจิตในพื้นที่ เข้าให้ความช่วยเหลือในทันที โดยแบ่งการทำงานออกเป็นระยะ ในด้านนี้ก็เชื่อว่า กรมสุขภาพจิตและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินมาตรการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งเสียกลางคัน ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยก็พึงตระหนักร่วมกันถึงผลกระทบด้านจิตใจ ที่จะไม่ทำการใดๆ ผ่านการโพสต์และแชร์ภาพและเนื้อหาอันเป็นการซ้ำเติมเหยื่อ ญาติมิตร และครอบครัว
ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานต้นสังกัดนั้น เรื่องนี้ กองทัพจะต้องรับไปบริหารจัดการโดยด่วน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การที่กำลังพลเอาอาวุธสงคราม ซึ่งประชาชนเป็นผู้ควักเงินจ่ายภาษีให้กองทัพไปซื้อหามา แต่กลับถูกนำมาใช้ประหัตประหารประชาชนอย่างบ้าคลั่งและเลือดเย็นผิดมนุษย์นั้น มันเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวเกินบรรยาย ซึ่งกองทัพจะต้องให้หลักประกันกับสังคมว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ขณะเดียวกัน มาตรการกลั่นกรองบุคลากร โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่จับอาวุธ ก็ต้องมีความเข้มข้น ทั้งสภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ ปูมหลัง รวมไปถึงสภาพจิตใจของกำลังพล เช่นเดียวกับคลังแสงในที่ต่างๆ ของหน่วยงานในกองทัพ ก็จะต้องควบคุมอย่างเข้มแข็งแน่นหนาให้ยิ่งๆ ขึ้นด้วย
สุดท้ายก็คือความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ซึ่งทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ห้างสรรพสินค้าคือแหล่งรวมของผู้คนที่ต้องการไปพักผ่อน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โรคไวรัสโคโรน่า สร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนที่ชอบไปเดินห้างยังไม่ทันคลายวิตก ก็มีเรื่องร้ายแรงกว่าอย่างเทียบไม่ได้ขึ้นมาเขย่าขวัญสั่นประสาท ซึ่งภาครัฐ และผู้ประกอบการก็น่าจะพิจารณาถึงมาตรการที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมเพื่อสามารถยับยั้งเหตุได้ในระดับหนึ่ง แม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องทำ พร้อมกันนี้ เรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะ ก็เป็นอีกกรณีที่ควรจะต้องสังคายนากันครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมของผู้คนจำนวนมากๆ ระบบขนส่งมวลชน ที่อาจมีช่องว่างสำหรับการก่อการร้ายได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบรัดกุม เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัย เหมือนที่่เราเคยเชื่อกันมาเช่นนั้น



