
โครงการชุมชนพอเพียงกับฝันที่เป็นจริง
เงียบๆ ไม่โฉ่งฉ่าง แต่ทันทีทันใดนั้น นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียงก็ประกาศกรอบหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการชุมชนพอเพียง ที่เคยทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
หวุดหวิดจะตกม้าตายจากกระแสข่าวการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายหวังจะงาบเงินงบประมาณก้อนมหาศาล 1.86 หมื่นล้านบาทจากโครงการชุมชนพอเพียง 8 หมื่นแห่ง
นายมีชัยได้วางกรอบชัดเจน 4 กรอบสำหรับใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่โครงการต่างๆ เพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้คนในชุมชนนั้นๆ อีกทั้งเป็นโครงการที่ชุมนั้นๆ ต้องการจริงๆ นอกเหนือจากพยายามขจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตลอดจนให้มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้
โดยทั้ง 4 หลักเกณฑ์นี้ ประกอบด้วย การพิจารณาว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับผู้ด้อยโอกาสและคนยากจน โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรีและผู้สูงอายุ แต่ไม่รวมถึงคนว่างงาน เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพ มุ่งการเพิ่มรายได้ และการสร้างโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการลดรายจ่ายในชุมชน ประการที่ 3. เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมคุ้มครองรักษาดิน ป่าและน้ำ และสุดท้ายจะต้องเป็นโครงการที่สนับสนุน ส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญหาท้องถิ่น แต่ไม่รวมถึงการสร้างแหล่งท่องเที่ยว
ที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 4 ล้านคน มีสิทธิเข้าร่วมประชุมออกเสียงเสนอโครงการเป็นครั้งแรกของประเทศ อันจะทำให้โครงการตรวจสอบและรับรู้ในวงกว้าง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการประกาศชัดห้ามจัดซื้อเครื่องจักรเหมือนเช่นที่ผ่านมา และห้ามทำบางโครงการ อาทิ โครงการโรงสีข้าวชุมชน หรือตู้น้ำหยอดเหรียญ ตู้หยอดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องทำปุ๋ยหมัก เพราะนอกจากจะไม่ช่วยพัฒนาอะไรแล้ว ยังไม่ใช่โครงการที่คนในชุมชนคิดกันเองด้วย
พร้อมกันนี้ก็ยังยกตัวอย่างโครงการที่น่าจะเข้ากับหลักเกณฑ์ใหม่ อาทิ โครงการฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือฟาร์มปลูกผัก ซึ่งไม่ต้องลงทุนเครื่องจักร แต่ละชุมชนเสนอได้หลายโครงการ หนำซ้ำยังสามารถออมเงินที่ได้รับ 20-30% เป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินโครงการ หรือใช้ต่อยอดโครงการได้หากมีความคิดใหม่ หรือนำเงินไปจัดตั้งเป็นกองทุนเศรษฐกิจชุมชนก็ได้
เราเชื่อว่ากรอบหลักเกณฑ์นี้น่าจะเป็นมาตรฐานที่ภาคส่วนต่างๆ ยึดถือเป็นหลักเกณฑ์นำไปปฏิบัติบ้าง นั่นก็คือจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน คุณภาพชีวิตและการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด



