
เรื่องต่อจากนี้
หลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล ที่มีต่อการตรวจยึดเครื่องบินขนขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือในทำนองไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ได้ไม่คุ้มเสีย
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นและลืมพูดถึงกันก็คือนับจากนี้ไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และเรามีมาตรการรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก
เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่สามารถหวนไปผลักดันให้เครื่องบินลำนี้กลับกรุงเปียงยางได้ แต่เราสามารถทำหรือเลือกจะทำในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ดีที่สุดได้
ยิ่งถ้าหากมองด้วยใจเป็นธรรมแล้ว ต้องบอกว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ
ในเมื่อมีเครื่องบินลำเลียงขีปนาวุธจำนวนมากมายขนาดนั้น โดยไม่แจ้งให้รัฐบาลทราบและขออนุญาตผ่านอย่างถูกต้อง ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามีเจตนาปกปิด
นักบินและเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินบรรทุกสิ่งของที่ถูกปกปิดความจริง ย่อมคิดได้ว่าไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรก หรือมีนัยแอบแฝงแห่งความไม่ชอบมาพากล ซึ่งอาจมีผลต่อความมั่นคงของชาติได้
ใครที่มีเงินมากพอจะซื้อขีปนาวุธจำนวนมากขนาดนี้โดยไม่เปิดเผยจะให้คิดเป็นอื่นได้อย่างไร
ยิ่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้รับการประสานจากหน่วยงานด้านการข่าวของสหรัฐ ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับขีปนาวุธบนเครื่องได้ถูกต้องแม่นยำ รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามมติของสหประชาชาติ
ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายว่าด้วยการค้าอาวุธสงคราม แต่ก็มีประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็มีข้อตกลงที่ได้ร่วมทำกับนานาชาติเอาไว้
เมื่อยืนอยู่บนทางสองแพร่งให้เลือกเดิน เราจำต้องเลือกเดินบนหนทางที่คิดว่าถูกต้อง
ระหว่างคนในเงามืดกับมิตรประเทศเราควรจะเลือกใคร
ถ้าเกรงว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องหามาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด คิดถึงผลเสียมากที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วหาทางรับมือกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้
เราเคยมีประสบการณ์เกี่ยวจากเรื่อง "ฮัมบาลี" แกนนำกลุ่มเจไอมาแล้ว น่าจะทำให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้ แม้มันจะไม่ง่ายนักก็ตาม ดีกว่ามานั่งโทษในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
ในวันที่เลวร้ายนี้แหละจะเป็นบทพิสูจน์มิตรแท้และความแข็งแกร่งของประเทศชาติ สำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องสมัครสมานสามัคคีกันให้มากเท่านั้น !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



