ข่าว

สธ.แถลงไม่พบป่วยโคโรนาเพิ่ม ย้ำหน้ากากอนามัยไม่ขาดแคลน

สธ.แถลงไม่พบป่วยโคโรนาเพิ่ม ย้ำหน้ากากอนามัยไม่ขาดแคลน

06 ก.พ. 2563

คืบหน้าสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า ไม่พบผู้ป่วยเพิ่ม ผลแล็บคนไทยกลับจากอู่ฮั่นป่วยไข้ 4 รายไม่พบเชื้อ

 

               รมว.สธ. นำทีมแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า ไม่พบผู้ป่วยเพิ่ม พร้อมสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่ม ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ด้านผลแล็บคนไทยกลับจากอู่ฮั่น มีอาการป่วยเป็นไข้ 4 ราย ไม่พบเชื้อ

 

อ่านข่าว 1 ใน 6 ผู้ติดเชื้อโคโรน่าอาการแย่ แฟน-ลูก 2 คนหวั่นติดด้วย

 

               นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย  นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมแถลงสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019 ว่า มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อขณะนี้ นอนในโรงพยาบาล 16 ราย กลับบ้านแล้ว 9 ราย รวมสะสม 25 ราย

 

               มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ทั้งหมด 595 ราย โดยวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 46 ราย

 

               ความคืบหน้าข้อมูลการสอบสวนโรคของชาวเกาหลีใต้ที่ติดเชื้อจากหลังมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทางรองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลจากประเทศเกาหลีใต้ จึงยังไม่ทราบสถานที่ที่นักท่องเที่ยวรายนี้ไป

 

               รวมถึงกรณีคนไทยไปติดเชื้อจากประเทศญี่ปุ่น ทางกระทรวงได้ส่งข้อมูลการสอบสวนโรคไปให้ทางการญี่ปุ่นแล้ว และความคืบหน้าการรักษาอาการคนไทยรายล่าสุด ที่เป็นคนขับรถรับนักท่องเที่ยวจีน อายุ 70  ปี ขณะนี้รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร อาการทรงตัว

 

               ส่วนปัญหาหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ ทางกระทรวงได้เชิญผู้ประกอบการผลิตหน้ากาก 12 แห่ง และกรมการค้าภายใน ประชุมหาทางแก้ไขเพื่อให้หน้ากากอนามัยเพียงพอ

 

               เพื่อปัองกันระบาดของไวรัส ทางกระทรวงสาธารณสุข พุ่งเป้ารณรงค์ขอให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสแพร่กระจาย เช่น รถแท็กซี่  คนรับรถบริการนักท่องเที่ยว รถประจำทาง ฟิตเนส ปั้มน้ำมัน และอาชีพที่เกี่ยวข้อง ด้วยการใส่หน้ากากป้องกัน ได้ทั้งหน้ากากอนามัย และหน้ากากผ้า ล้างมือ ใช้แอลกอฮอลหรือ น้ำผสมสบู่ เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์หรือรถเพื่อฆ่าเชื้อโรค

 

               หลังจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุข จัดส่งเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการเช็ดทำความสะอาดป้องกันเชื้อโรคในสถานที่สาธารณะกับพนักงานทำความสะอาด เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟฟ้า รถโดยสารสาธารณะ

 

               ด้าน อนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ได้ประสานกับทุกหน่วยงานเร่งจัดทำและจัดหาหน้ากาก ซึ่งได้ประชุมองค์การเภสัชกรรม แล้ว จะสามารถเร่งทำการผลิตได้เฉลี่ยวันละ 740,000 แผ่น  

 

               โดยข้อมูลการผลิตจากผู้ประกอบการ 12 แห่ง ผลิตหน้ากากอนามัยเฉลี่ยวันละ 1.4 ล้านชิ้น  จำหน่ายในประเทศ 1 ล้านชิ้น ซึ่งในจำนวน 1 ล้านชิ้น หากใช้อย่างคุ้มค่าจะเพียงพอ

 

               ขณะที่ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กำลังการผลิตหน้ากากอนามัยแบบพื้นฐาน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตต่อวัน 1.4 ล้านชิ้นต่อวัน แบ่งเป็นจำหน่ายในประเทศไทย 1 ล้านชิ้น ส่งออกไปต่างประเทศ 4 แสนชิ้น ซึ่งประเทศไทยมีผู้ประกอบการผลิตทั้งหมด 12 ราย พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเร่งกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

 

                 ตอนนี้อาจจะชะลอการส่งออกหน้ากากอนามัยออกนอกประเทศ เพราะในประเทศไทยมีความต้องการเป็นจำนวนมาก และให้ความมั่นใจว่าหน้ากากอนามัยจะเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลและประชาชน

 

               ด้าน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สาธิตการทำเจลล้างมือด้วยตนเอง โดยใช้เอทิลแอลกอฮอล์ 95% จำนวน 370 มล. /คาร์โบพอล 940 (Carbopol 940) 1 กรัม /น้ำร้อน 125.5 มล. /กลีเซอรีน (Glycerine) 2.5 มล. และไตรเอทาโนลามีน (Triethanolamine) 1 กรัม

 

               วิธีทำ เริ่มโปรยคาร์โบพอล 940 ลงในน้ำร้อน คนจนละลายหมด ปล่อยให้พองตัวเต็มที่ จากนั้นเติมเอทิลแอลกอฮอล์ 95% ไตรเอทาโนลามีน และกลีเซอรีน คนให้เข้ากัน จะได้เจลแอลกอฮอล์ปริมาณ 500 กรัม นำใส่ในภาชนะที่สะอาดและปิดฝาให้สนิท

 

               ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์คนไทยที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น ซึ่งมีคนไทย 4 รายมีอาการไข้ ผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าที่ห้องแล็บ ผลออกมาว่าทั้ง 4 รายไม่พบเชื้อไวรัสโคโรน่าแต่อย่างใด

 

               เพื่อความแน่ใจ คนไทยทั้ง 138 คน จะต้องอยู่ในการสังเกตอาการ จนกระทั่งถึงวันที่ 20 ก.พ.นี้ หากไม่พบเชื้อไวรัสโคโรน่า จะสามารถให้กลับบ้านได้ ส่วนสุขภาพจิตของคนไทย 138  คนทุกคนสุขภาพจิตดี ไม่เครียด สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ รวมถึงมีช่องทางสื่อสารกับญาติ