
ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐชี้แบนคนไปจีนเข้าประเทศไม่ได้ช่วยสกัดไวรัส
มาตรการห้ามคนเดินทางเพิ่งไปจีนในช่วง 14 วันเข้าประเทศ กักทุกคนกลับจากหูเป่ย ที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้ ไม่ได้ช่วยสกัดกั้นไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่
คณะอนุกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จัดประชุมรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เมื่อวานตามเวลาท้องถิ่น ( 5 ก.พ.) กรณีรัฐบาลออกมาตรการห้ามชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาจากจีนในช่วง 14 วันและกักโรคคนที่เดินทางจากมณฑลหูเป่ย เพื่อป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่
อ่านข่าว-ญี่ปุ่นพบคนบนเรือสำราญติดไวรัสโคโรน่า 20-ยอดเสียชีวิต
เจนนิเฟอร์ นัสโซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากศูนย์ความปลอดภัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ กล่าวว่า มีหลักฐานชัดเจนจากสถานการณ์โรคระบาดทั่วโลกในอดีตว่า การปิดกั้นเดินทาง เป็นแค่การชะลอเชื้อเข้าไปในประเทศระยะหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้มีประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาวัคซีน ซึ่งเธอประเมินว่าการพัฒนาในกรณีนี้อาจต้องใช้เวลานับปี
ยิ่งไปกว่านั้น การออกมาตรการห้ามเดินทางและกักคนเดินทางจากจีน คือการที่สหรัฐกำลังลงโทษประเทศนั้นกลายๆ ที่อาจทำลายความตั้งใจแชร์ข้อมูลของจีน และพลอยทำให้ประเทศอื่นปิดบังสถานการณ์การระบาดของตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าชี้แจง เรียกร้องรัฐบาลให้ทุ่มความสนใจไปที่การเสริมความพร้อมผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขในประเทศ และเพิ่มความร่วมมือกับนานาชาติ โดยเฉพาะกับทางการสาธารณสุขจีน
รอน เคลน อดีตผู้ประสานงานรัฐบาล บารัก โอบามา รับมือไวรัสอีโบลาระบาดช่วงปี 2557-2558 ยืนยันเช่นกันว่า มาตรการดีที่สุดในการดูแลให้ชาวอเมริกันปลอดภัย ก็คือการเลี่ยงโดดเดี่ยวตัวเอง และช่วยเหลือประเทศอื่นต่อสู้กับไวรัส
เคลน ชื่นชมที่รัฐบาลทรัมป์ ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ โดยมีอเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขและบริการประชาชน เป็นประธาน เพื่อประสานการทำงานของทุกหน่วย แต่ความพยายามเหล่านั้นถูกบั่นทอนเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อกำกับมาตรการรัฐบาล หลังจากทรัมป์ยุบหน่วยงานเตรียมพร้อมและรับมือโรคระบาด ของสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อกลางปี 2561
สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่ออกมาตรการไม่รับชาวต่างชาติที่เพิ่งไปจีนมา แต่ถูกรัฐบาลปักกิ่งเจาะจงตำหนิ ว่าเป็นมาตรการเกินเหตุ กระพือความตื่นตระหนกไปทั่วโลก



