
อิหร่านคือปลายทางขีปนาวุธ
การจับแก๊งค้าอาวุธสงครามลอตใหญ่ โดยการใช้เครื่องบินลำเลียงแบบทหาร รุ่น IL 76 (อิลยูชิน 76) สีขาว เลขข้างตัวเครื่อง 4L-AWA สัญชาติคาซัคสถาน จดทะเบียนในประเทศจอร์เจีย ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
หรือเกาหลีเหนือ จุดมุ่งหมายปลายทางเบื้องต้นคือประเทศศรีลังกา ขอผ่านน่านฟ้าไทย ขณะหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเข้าตรวจอาวุธสงครามทั้งหมดที่เก็บรักษาไว้ในกองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ วิเคราะห์ไว้ 3 ประเด็น
1.ยืนยันได้ว่าอาวุธดังกล่าวมาจากประเทศเกาหลีเหนือ เพราะเครื่องบินเที่ยวแรกที่อ้างว่ามาลงฉุกเฉินที่ประเทศไทยและมาเติมน้ำมัน ก่อนที่จะเดินทางไปเกาหลีเหนือเป็นเครื่องบินเปล่า แต่พอกลับจากประเทศเกาหลีเหนือเต็มไปด้วยลังอาวุธสงคราม ฉะนั้นอาวุธดังกล่าวเป็นของเกาหลีเหนือแน่
2.ต้องดูว่าเครื่องบินที่ขนอาวุธสงครามใครเป็นคนจ้าง เพราะว่าตัวนักบินบอกว่าเป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำมา และมีหน้าที่ในการขนอาวุธเท่านั้น ส่วนจุดหมายยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะไปลงจอดที่ใด แม้ว่าผู้ต้องหาจะระบุว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศยูเครนก็ตาม เพราะก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาก็บอกว่าจะไปที่ประเทศศรีลังกา แต่สุดท้ายก็จะกลับยูเครน แต่ปัญหาคือว่า ก่อนที่จะกลับประเทศยูเครนจะไปแวะที่ไหนอีก
3.ต้องดูว่าอาวุธสงครามจะส่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไหน จะไปลงที่ประเทศยูเครน หรือจะลงไว้ที่ประเทศอื่นก่อนที่จะกลับไปที่ประเทศยูเครน ถ้าลงที่ประเทศยูเครน หรือจะไปที่อื่นต่อ แต่ถ้ามันถูกเอาลงก่อนที่จะถึงประเทศยูเครน มันจะไปลงที่ไหน และจะไปที่ไหน
ทั้งนี้ตัดประเทศศรีลังกาออกไป เพราะเขาออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องอะไร และกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมตอนนี้ก็ถูกรัฐบาลปราบจนไม่มีขีดความสามารถที่จะไปซื้ออาวุธเหล่านี้ได้
"ก่อนหน้านี้ที่กบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมมีอำนาจอยู่ เขาก็ไม่เคยใช้เครื่องบินบรรทุกอาวุธสงคราม ฉะนั้นก็ตัดประเทศศรีลังกา และฝ่ายกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม รวมถึงประเทศยูเครน"
เขาอธิบายว่า เพราะยูเครนไม่ต้องการอาวุธจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากยูเครนสามารถผลิตอาวุธได้ดี และถ้าไม่อยากใช้ของตัวเองก็สามารถจะซื้อได้ง่ายๆ จากอดีตสหภาพโซเวียตที่มีอาวุธดีและราคาถูกแบบเกาหลีเหนือ ดังนั้นเราก็จะต้องมาดูว่าอาวุธดังกล่าวจะมีการขนย้ายไปอยู่ที่ไหน ก็มาศึกษาดูว่าก่อนหน้านี้ใครเป็นตลาดอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมประเทศเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือค้าอาวุธมีรายได้ปีละประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้ค่อนข้างดี และในบรรดามูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขายให้ประเทศอิหร่าน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คืออยู่ 3 ใน 4 ขายให้แก่อิหร่าน ส่วนที่เหลือ 1 ใน 4 ขายให้ประเทศเล็กๆ น้อยๆ
ปลายเดือนสิงหาคม 2552 ยูเออีก็ยึดเรือบรรทุกอาวุธของเกาหลีเหนือได้ เมื่อไปจอดเทียบท่าที่ดูไบ และรายงานให้สหประชาชาติทราบ และสงสัยว่าอาวุธจำนวนนี้จะถูกส่งไปที่อิหร่าน ฉะนั้นวันนี้สงสัยว่าอาวุธลอตนี้น่าจะไปที่อิหร่าน และถ้าไปที่อิหร่านจะส่งต่อไปยังกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยมีประวัติว่าอิหร่านเคยนำอาวุธจากเกาหลีเหนือไปให้พวกนี้ก่อนหน้านี้แล้ว
“กลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทั้งจากอาวุธและการเงินจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์ และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่อยู่ในเลบานอน 2 กลุ่มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในการให้ต่อสู้กับยิวมาโดยตลอด และปรากฏว่าเมื่อไทยยึดเครื่องบินลำนี้ไว้ อิหร่าน ค่อนข้างจะเป็นกังวล และอยากจะรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ดังนั้นคิดว่าอิหร่านน่าจะรู้เห็นเกี่ยวกับอาวุธจำนวนนี้”
สำหรับประเทศที่ส่งออกอาวุธเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือสหรัฐอเมริกา อันดับสองคือรัสเซีย และอันดับสามคือสหภาพยุโรป ส่วนสาธารณประชาธิปไตยประชาชนจีนก็กำลังจะพุ่งขึ้นมา แต่นั่นเป็นการติดต่อค้าขายอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือเอกชน แต่กรณีของเกาหลีเหนือไม่ใช่ถูกต้องตามกฎหมาย
ที่ผ่านมาไทยสามารถจับการลักลอบค้าอาวุธขนาดเบาบริเวณชายแดน แต่การจับได้ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นอาวุธสงครามขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทำลายร้ายแรง ซึ่งในกรณีแบบนี้ยังไม่เคยเจอ มักจะเป็นพ่อค้าลักลอบค้าอาวุธที่เป็นพวกปืนอาก้า เอ็ม 16 หรือปืนชนิดต่างๆ รวมถึงระเบิดมือที่เอามาจากประเทศกัมพูชา
ทีมข่าวความมั่นคง



