
ประเด็นเดือดประชุมโลกร้อน ชาติร่ำรวยยอมอ่อน หรือชาติยากจนยอมถอย
มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์
เข้มข้นขึ้นทุกทีสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งบรรดาผู้แทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมถกข้อตกลงโลกร้อนก่อนที่บรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดโลกร้อนที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้
ประเทศที่งัดข้อกันหนักสุดในเวทีนี้เห็นจะหนีไม่พ้น สหรัฐ และ จีน สองประเทศตัวการใหญ่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก โดยสหรัฐเปรียบเสมือนตัวแทนฝ่ายประเทศพัฒนาแล้ว หรือ ประเทศร่ำรวย ในขณะที่จีนนั้นสวมหัวโขนเป็นตัวแทนของประเทศยากจน หรือจะเรียกให้เพราะก็คือ ประเทศกำลังพัฒนา
ส่วนประเด็นที่เถียงคำไม่ตกฟากกันก็เป็นเรื่องเดิมที่ว่า ใครจะเป็นผู้รับต้องรับผิดชอบ และใครคือผู้ที่จะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน
แถมทุกคนยังทราบดีด้วยว่า คงไม่มีข้อตกลงโลกร้อนใดๆ คลอดออกมาจากการประชุมครั้งนี้ได้ หากไม่ได้รับการผ่าตัดทำคลอดโดยสองมหาอำนาจนี้
บรรดาผู้แทนระดับสูงของจีนที่เข้าร่วมการประชุมต่างโทษประเทศร่ำรวยเช่นสหรัฐว่าเป็นต้นเหตุของโลกร้อน ก่อนจะบอกว่าพญาอินทรีมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่ประเทศยากจนในการช่วยต่อสู้กับโลกร้อน ในขณะที่สหรัฐก็แก้เผ็ดด้วยการระบุชื่อประเทศที่กำลังได้รับเงินชดเชยจำนวนนี้ โดยที่ไม่มีชื่อของจีนติดโผเลยแม้แต่น้อย
"จีนมีศักยภาพมหาศาลมากพออยู่แล้ว หากคุณคิดว่าประเทศใดควรจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่จำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศยากจนที่สุด ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดละก็ คงไม่ใช่จีนแน่นอน" โจนาธาน เพอร์ชิง ตัวแทนเจรจาของรัฐบาลสหรัฐระบุ
ประเด็นเผ็ดร้อนของจีนและสหรัฐ เริ่มต้นหลังจากที่ ท็อด สเติร์น ผู้แทนเจรจาของสหรัฐระบุว่า สหรัฐและประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ติดค้างเงินชดเชยอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่มีทางที่สหรัฐจะนำเงินช่วยไปให้จีนแน่
"จีนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว มีเศรษฐกิจคล่องตัว แถมยังนั่งทับเงินสำรองในประเทศถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเราไม่คิดว่าจีนควรจะเป็นประเทศแรกที่ควรได้รับเงินช่วยเหลือ" สเติร์นกล่าว
ขณะที่ อู๋ ชิงไท่ ทูตด้านโลกร้อนจีน กล่าวว่า ประเทศร่ำรวยทั้งหลายเป็นต้นเหตุของโลกร้อน ดังนั้นพวกเขาควรจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือประเทศยากจนให้เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน อันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก ให้น้อยลง ช่วยทำให้ประเทศเหล่านี้สร้างเกราะป้องกันภาวะโลกร้อน
"การที่ประเทศร่ำรวยให้เงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้เป็นการทำเพื่อการกุศลหรือทำบุญใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการแสดงออกของประเทศพัฒนาแล้วถึงความถูกต้อง และความรับผิดชอบในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา" อู๋โต้กลับอย่างฉุนๆ ก่อนจะยืนยันว่า จีนไม่เคยหาทางจะเป็นประเทศแรกที่ควรได้รับเงินช่วยเหลือ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 ล้านล้านบาท)
แม้จะเริ่มมีการตื่นตัวมาหลายปีกับภาวะโลกร้อน แต่ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทั่วโลกก็ไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย โดยผลการสำรวจระหว่างปี 2543-2551 ของ โครงการคาร์บอนโลก (จีซีพี) พบว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดล้วนปล่อยมาจากประเทศกำลังพัฒนา
แต่ 1 ใน 4 ของจำนวนก๊าซที่ประเทศยากจนปล่อยมานี้ เกิดจากการผลิตสินค้าให้ประเทศพัฒนาแล้วบริโภค
ขณะที่ผลการวิเคราะอีกหลายชิ้นก็ระบุว่า อัตราการปล่อยก๊าซต่อจำนวนประชากรทั่วโลกก็กำลังเพิ่มขึ้น โดยแต่ละคนบริโภคอาหารและบริการต่างๆ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 1.3 ตันต่อคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2543 ที่ปลอ่ยคนละ 1.1 ตัน และโลกอาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส หากไม่มีการดำเนินเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซ
คอริน เลอ เควียร์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของจีซีพีระบุว่า การค้นพบล่าสุดควรเป็นเครื่องเร่งให้มีการเจรจาทางการเมืองโดยเร็ว
"จากความรู้เรื่องแนวโน้มโลกที่เรามีในตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนสาธารณูปโภคด้านพลังงาน การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะคงอุณหภูมิโลกไม่ให้ขึ้นไปมากกว่า 2 องศาเซลเซียส แต่หากข้อตกลงอ่อนเกินไป หรือทุกฝ่ายไม่เคารพที่จะทำตามคำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซ เราคงไม่ได้เห็นการเพิ่มอุณหภูมิแค่ 2-3 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่จะพุ่งเป็น 5-6 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว" เลอ เควียร์เตือน
คำพูดข้างต้นไมได้เกิดความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะผลการสำรวจล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ที่ระบุว่า ปี 2552 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 5 แถมทศวรรษนี้ยังมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นทศวรรษที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติกันในทศวรรษที่ 1850 เลยทีเดียว
อีกทั้งการที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้น้ำทะเลมีความเป็นพิษมากขึ้น เป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศน์ และสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อวงจรอาหารของมนุษย์ และระบบเศรษฐกิจโลก
ดับเบิลยูเอ็มโอกล่าวว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าปรกติในปีนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงในอินเดียช่วงเดือนพฤษภาคม และทางเหนือของจีนในเดือนมิถุนายน โดยบางพื้นที่ของจีนถึงกับเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนออสเตรเลียที่ปีนี้เจอไฟป่ารุนแรงไปหลายรอบนั้นก็เจอกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 นอกจากนี้ อากาศร้อนจัดยังเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงกว่าเดิมทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ด้วย
นอกจากนี้รายงานเรื่องการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ก็ยังถูกจับตามองด้วยว่า ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม เพราะประเทศยากจนและร่ำรวยต่างโยนกันไปมาเรื่องความรับผิดชอบ และไม่ได้ระบุตัวเลขแน่นอนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซ
ขณะที่กลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมชื่อดังของโลกอย่าง กรีนพีซ ออกโรงจวกว่า รายงานเสนอต่อที่ประชุมยูเอ็นของแต่ละประเทศนั้นยังอ่อนเกินไป และคงยังไม่มีอะไรสำเร็จหากแต่ละฝ่ายไม่ร่วมมือกัน
"การคงอุณหภูมิไว้ที่ 2 องศาเซลเซียสคงเป็นไปไม่ได้ หากประเทศกำลังพัฒนาไม่มีส่วนร่วม และประเทศพัฒนาแล้วไม่เริ่มดำเนินการก่อน" มาร์ติน ไคเซอร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของกรีนพีซสากลระบุ



