ข่าว

อสส.ยังไม่ตั้งอัยการร่วมสอบคดีแก๊งค้าอาวุธ

อสส.ยังไม่ตั้งอัยการร่วมสอบคดีแก๊งค้าอาวุธ

15 ธ.ค. 2552

“ อสส.” ยังไม่เซ็นต์ตั้งอัยการร่วมสอบคดีแก๊งค้าอาวุธข้ามชาติ รอตรวจข้อกฎหมายชัดเจนทำผิดเกี่ยวกับต่างประเทศหรือไม่ ขณะที่ “อธิบดีอัยการต่างประเทศ” เผย สมช.เชิญอัยการร่วมหน่วยงานความมั่นคงตรวจปืน ทำบัญชีวัตถุพยาน คาดอาจแจ้งข้อหาเพิ่มอีก นำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.52   นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด กล่าวถึงการแต่งตั้งพนักงานอัยการ ร่วมเป็นพนักงานสอบสวน ในคดีที่ ผู้ต้องหาชาวคาซัคสถาน และเบลารุส แก๊งค้าอาวุธเกาหลีเหนือ ว่า นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดยังไม่ได้ลงนามคำสั่งตั้งพนักงานอัยการเป็นพนักงานสอบสวน เพื่อร่วมสอบสวนคดีที่ยึดอาวุธสงครามจากเครื่องบินต่างชาติได้ที่สนามบินดอนเมือง ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 29) พ.ศ.2551 ม.20 เนื่องจากต้องตรวจสอบดูพยานหลักฐานให้ชัดแจ้งพอสมควรว่า มีการกระทำผิดที่เกี่ยวกับต่างประเทศหรือไม่ แค่ไหน เพราะขณะนี้เป็นเพียงการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น ซึ่งหากคดีนี้ไม่มีการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อัยการสูงสุดอาจไม่พิจารณาตั้งแต่งอัยการเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนก็เป็นได้

 ด้านนายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงการเข้าตรวจสอบของกลางอาวุธสงคราม ที่กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ในวันนี้ ( 15 ธ.ค.) ว่า เนื่องจากกรณีนี้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เข้าดูแล จึงได้เชิญอัยการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) , กระทรวงการต่างประเทศ และ สำนักข่าวกรอง ร่วมกันเปิดหีบของกลาง เพื่อตรวจสอบว่า ของกลางที่ยึดได้นั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งถือเป็นวัตถุพยานโดยผู้เชี่ยวชาญกำลังถ่ายรูป และทำบัญชีแยกแยะประเภทว่ามีอาวุธอะไรบ้าง เพื่อรวบรวมไว้เป็นเอกสารหลักฐานประกอบในสำนวนคดี ทั้งนี้เชื่อว่าหลังการสอบสวน อาจจะมีการตั้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ในเรื่องของการนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมายจากต่างประเทศ เพราะอาวุธปืนไม่ใช่สินค้าปกติที่จะสามารถนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้ และผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุน ส่วนข้อหาค้าอาวุธสงครามนั้นคงต้องให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานว่า นำอาวุธสงครามมาจากไหน เอาไปทำอะไร จึงจะสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มได้

 “คดีนี้เบื้องต้นทางการไทย ต้องดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรมของไทย ต้องสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา ส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งห้า เป็นจำเลยต่อศาลอาญาพิจารณาพิพากษาตัดสินคดีก่อน และถ้าจะมีกระทำความผิดในประเทศอื่นๆ ด้วย ก็ต้องรอให้ประเทศนั้นประสานทางการไทย เพื่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป” อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศระบุ

 โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้รับค่าสินบนนำจับอาวุธสงคราม

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจับกุมเครื่องบินขนอาวุธสงครามที่เข้ามาจอดในประเทศไทยว่า ครม.ไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ตั้งพนักงานสอบสวนจากอัยการและตำรวจเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งประเด็นต้องดูว่ามีอาวุธชนิดใด มีระดับความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นไปตามมติของสหประชาชาติในฐานะประเทศภาคี โดยไทยต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดและอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเข้าร่วมตรวจสอบ หากไทยไม่มีก็ต้องประสานขอจากยูเอ็น หลังจากพิสูจน์ทราบก็จะนำไปสู่การทำลายล้างและเขียนรายงานกลับไปยังสหประชาชาติได้รับทราบต่อไป ส่วนการที่เชิญทูตและผู้ที่เกี่ยวข้องของประเทศต่าง ๆ เข้ามาให้ข้อมูลมีหลายประเทศแสดงความจำนงเข้าร่วมตรวจสอบ ส่วนใหญ่เป็นประเทศพันธมิตรอยู่ในยุโรปตะวันตก

 เมื่อถามว่า หากชุดตรวจสอบได้ความชัดเจนจะดำเนินการทำลายอาวุธต่าง ๆ เลยหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ต้องดูให้เกิดความรอบคอบก่อน เหมือนกับที่ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตตรวจพบอาวุธสงครามเช่นเดียวกัน และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำลายล้างอาวุธ ส่วนมูลค่าของอาวุธขณะนี้ประเมินว่า คงมีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการจับกุมครั้งนี้ไทยได้เงินรางวัลนำจับหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ไม่แน่ใจ แต่หากเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการทำลาย ไทยต้องประสานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากยูเอ็น หรือ หน่วยงานต่าง ก็คงมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมทั้งระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งไทยสามารถร้องขอจากทางยูเอ็นได้ เรื่องนี้มอบหมายให้ สมช.รับไปเจรจา ขณะที่บางประเทศที่มีศักยภาพก็ไม่จำเป็นร้องขอ อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรต ที่เคยจับอาวุธสงครามในลักษณะเดียวกับประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้กระบวนการพิสูจน์และทำลายอาวุธยังไม่เสร็จสิ้น ส่วนเงินรางวัลนำจับที่หลายฝ่ายวิจารณ์ทางสำนักข่าวกรองและสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่าไม่มี

 ต่อข้อถามว่า รัฐบาลเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ประเทศผู้สั่งซื้ออาจไม่พอใจที่ไทยไปสกัดจับ นายปณิธาน กล่าวว่า ยืนยันว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามมติสหประชาชาติ เมื่อเกิดเหตุในประเทศก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งทางยูเอ็นให้เป็นเรื่องกฎหมายภายในของไทย และเรื่องบางเรื่องมีความซับซ้อนที่บางครั้งก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ ดังนั้นผู้ที่ถูกจับกุมจะมาทำอันตรายภายในประเทศคงไม่เกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่กระบวนการที่ค้าอาวุธมักจะตัดทิ้งและไม่วกกลับมา เพราะเกรงว่าจะเป็นหลักฐานตามจับได้ ยกเว้นอาวุธที่มีความสำคัญมาก ๆ ก็จะดำเนินการทางใดทางหนึ่ง ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 5 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติกับประเทศที่เป็นพันธมิตรแถบยุโรปตะวันออก ว่า มีข้อมูลตรงกันหรือไม่ เพื่อจะได้ติดตามว่า จะมีเครือข่ายเพิ่มเติมแต่จากการสอบปากคำของทั้ง 5 คนเป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ ไม่วิตกกังวลแต่อย่างใดและเข้าใจขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายเป็นอย่างดี และมีความรู้ ความสามารถในเรื่องคดี

 นายปณิธาน กล่าวว่า ส่วนใหญ่ลูกเรือทั้งหมดจะทำงานเป็นครั้งคราวไป และจะไม่ตรวจสอบสินค้าที่จัดส่ง เพราะเป็นในลักษณะเครื่องบินเช่าเหมาลำ มีหน้าที่บินตรงไปยังจุดเป้าหมายอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่ามีอาวุธแฝงเข้ามาหรือไม่ และส่วนใหญ่ไม่ให้ลูกเรือรู้ การทำงานของพวกนี้จะไปลงจอดในประเทศที่มีการบริการอากาศยานในภาคพื้น ที่มีความพร้อมและที่สำคัญจะไม่บินซ้ำเส้นทางการบินเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ สำหรับขั้นตอนการส่งประวัติไปตรวจสอบเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดในการประสานไปยังประเทศพันธมิตร โดยทุกอย่างจะทำตามมติยูเอ็น กฎหมายไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องดูว่าประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ หรือมีการแลกเปลี่ยนผู้ร้ายกับประเทศไทยหรือไม่ แต่จากรูปคดีคงเป็นเรื่องยาก เพราะคนไทยในต่างประเทศไม่ได้เกี่ยวข้องในคดีการลักลอบขนอาวุธสงคราม