
จุดชนวนศักดิ์ศรีกองทัพ
ถึงแม้ว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จะยืนยันว่า ที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นความหวังดี แต่วิญญูชนทั่วไปย่อมรับรู้ได้ว่าท่าทีของ เสธ.แดง นั้น กระทบต่อภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของกองทัพอย่างรุนแรง
แต่ เสธ.แดง ยังคงเดินหน้าออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง และให้สัมภาษณ์โจมตี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาอย่างไม่เกรงกลัวแบบรายวัน
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่ทหารเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งที่ควรจะวางตัวเป็นกลางหรือเป็นทหารอาชีพ แต่ยังคงแสดงปากกล้า บ้าระห่ำต่อไป นั่นอาจเพราะมั่นใจว่า บทลงโทษทางวินัยไม่สามารถใช้ได้กับทหารชั้น "นายพล" อย่างมากก็ทำได้แค่ "ตักเตือน" เท่านั้น
จึงนำมาสู่ท่าทีแข็งกร้าวแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมของ เสธ.แดง โดยไม่สนใจว่าผู้คนในสังคม และทหารในกองทัพ จะมีความรู้สึกอย่างไร
เกิดคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพหายไปไหนหมด จึงปล่อยให้ เสธ.แดง ออกมาวาดลวดลายเย้ยฟ้าท้าดินเยี่ยงนี้
ยิ่งที่ให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด ถึงขั้นพูดจากู-มึง เดี๋ยวไปตบปาก ...คงไม่ต้องถามถึงความเหมาะความควรกันอีกต่อไป
กองทัพคงจะต้องทบทวน ใคร่ครวญให้หนักชั่งน้ำหนักกันให้ดีว่าจะให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ ทหารยศนายพลนั้นกลายเป็นผู้ที่แตะต้องไม่ได้ไปเสียแล้ว
ที่เพิ่งเริ่มขยับ โดย พล.อ.อนุพงษ์ สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดกับ เสธ.แดง นั่นก็ยังต้องลุ้นว่า เอาเข้าจริง ผลออกมาจะเป็นอย่างไร
พล.ท.มาโนช เปรมวงศ์ศิริ รองเสนาธิการทหารบก คือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ใช้เวลา 1 เดือนเต็ม
ข้อหาที่คณะกรรมการสอบจะพิจารณามีอยู่ 2 กระทงใหญ่ คือ
1.การลาราชการไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏว่า พล.ต.ขัตติยะเดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
2.การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์กองทัพ และผู้บังคับบัญชา
พล.ท.ปราโมช ระบุว่า ได้สรุปข้อมูลให้ พล.อ.อนุพงษ์ พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้สำเนาส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามขั้นตอน
ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้พิจารณาตัดสินตามระเบียบกระทรวงกลาโหม
สำหรับบทลงโทษตามวินัยทหารจะมีอยู่ 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กัก ขัง และ จำคุก ซึ่งมีไว้เพื่อลงโทษนายทหารที่ไม่ใช่ระดับนายพล
แต่ในส่วนทหารชั้นนายพลนั้นจะ "ไม่มีโทษทางวินัย" เพราะถือเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ มีวิจารณญาณคิดเองได้ ดังนั้นเมื่อกระทำความผิดเราจึงใช้การว่ากล่าวตักเตือนก่อน
"แต่หากทหารชั้นนายพลยังมีกระทำความผิดอีก ก็จะถูกดำเนินคดีโทษทางอาญาของศาลทหารเลย" รองเสนาธิการทหารบกชี้ถึงขั้นตอนการเอาผิดต่อทหารชั้นนายพล
พล.ท.มาโนช ระบุว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลทหารเพื่อพิจารณาโทษตามความผิด โดยที่ผ่านมา พล.ต.ขัตติยะเคยถูกกองทัพบกตั้งคณะกรรมการสอบมาก่อนหน้านี้แล้ว
โดยกองทัพบกมีการแจ้งให้รับทราบไว้แล้วว่า พล.ต.ขัตติยะจะไม่ให้สัมภาษณ์พาดพิงกองทัพอีก ซึ่งเป็นการว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคณะกรรมการสอบครั้งนี้ก็ได้นำเรื่องนี้มาไว้ในการพิจารณาโทษความผิดด้วย
ประเด็นทั้งหมดกองทัพบกได้ส่งเรื่องนี้ให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้ว นอกจากนี้ พล.ต.ขัตติยะยังมีคดีฟ้องร้องอีกหลายคดีทั้งในศาลทหารและศาลพลเรือน ในจำนวนนี้มีหลายคดีที่กองทัพบกเป็นโจทก์ฟ้องเอาผิดอยู่
ดังนั้นกระบวนการพิจารณาของศาลทหารจึงเป็นบทพิสูจน์ที่จะคืนเกียรติยศศักดิ์ศรีให้กองทัพ หลังจากก่อนหน้านี้มีทหารหลายคนกระทำการที่กระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพ
เช่นในรายของ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือ "หมวดเจี๊ยบ" สังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน และเพิ่ง "ลาออก” ไปเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
โดยก่อนหน้านั้นหมวดเจี๊ยบได้ออกพ็อกเก็ตบุ๊กสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ และบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงต่างประเทศในยุค คมช. แต่หมวดเจี๊ยบกลับถูกตั้งกรรมการสอบนานถึง 3 ปี โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนออกมา
กระทั่งหมวดเจี๊ยบลาออกไปเรียนต่อเองนั่นแหละ คดีถึงได้จบ เพราะถูกจำหน่ายไปโดยปริยาย โดยที่กองทัพไม่ได้แสดงท่าทีอันใดเพื่อให้เห็นเป็นแบบอย่างและเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่า "ระเบียบ-วินัย" เลยแม้แต่น้อย
กรณี เสธ.แดง จึงเป็นสิ่งที่กองทัพถูกจับตามองอีกครั้ง ว่าสุดท้ายแล้วจะจบลงเช่นใด "เพิ่มความเสื่อม" หรือเรียกเกียรติภูมิคืนให้แก่กองทัพ
แต่ถ้ากองทัพยังเฉย ซึ่งเฉยเพราะลูบหน้าปะจมูก หรือเล่นบท "ลับ ลวง พราง" หรืออะไรก็แล้วแต่ ในวันนี้หากยังไม่มีอะไรออกมา ก็เตรียมหาวิธีการรับมือคำปรามาส "ไร้น้ำยา" เอาไว้ก็แล้วกัน



