
เผชิญหน้ากับความจริงหลายระดับ
เรื่องราวสองสามปีที่ผ่านมานี้มีเรื่องที่น่าสนใจในทางการเมืองอยู่หลายเรื่อง และเรื่องหนึ่งในนั้นก็คือ เราเผชิญหน้ากับความจริงหลายระดับเหลือเกิน
ความจริงบางอย่างมองดูด้วยตาเปล่าไม่ได้ และก็พิสูจน์ได้ยาก
นักวิชาการฝรั่งคนหนึ่งได้พูดเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเอาไว้ว่า แม้ว่าคนเรานั้นจะต้องหันหน้ามาพูดจากัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่พูดนั้นมีความจริงใจ
ลองง่ายๆ เมื่อค้นหาคำว่า truthful measurement ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สิ่งที่จะโผล่ออกมาก็มักจะเต็มไปด้วยเรื่องราวของเครื่องจับเท็จ ซึ่งกลายเป็นเรื่องทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ไปซะงั้น
เริ่มกันง่ายๆ ว่า นักวิชาการฝรั่งท่านนั้นเสนอว่า คนเรานั้นจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูด(แสดงออกและการพูดก็เป็นการแสดงออกเช่นกัน) นั้นจริงไหม ประกอบด้วยความจริงสามระดับ
หนึ่ง จริงเพราะเราเห็นว่าจริงด้วยตาเปล่า อันนี้ก็ไม่ยาก เช่น การไหว้คน
สอง จริงเพราะเราเห็นด้วยว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันเป็นสิ่งที่ดีที่งามตรงกับความเชื่อเรื่องดีงาม ถูกต้องที่เราเชื่อ อาทิ การบอกว่าเราเคารพคน ซึ่งเราก็เคารพ หรือพูดถึงเรื่องดีงาม ในแบบเดียวกับที่เราเห็นชอบ เห็นดีเห็นงามไปด้วย
สาม จริงเพราะจริงใจ คือสิ่งที่แสดงออกมา ไม่ว่าจะวัดด้วยตาเปล่า หรือใช้หลักการทางศีลธรรมว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับเรา ผู้ที่พูด/แสดงออกมานั้นเขาหมายความจริงๆ ตามนั้นไหม?
เรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากที่จะวัด ยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาที่สองก็คือ การใช้คนอื่นเพื่อให้บรรลุสิ่งที่เราต้องการ เพื่อเป็นตามผลประโยชน์ของเราเองแล้ว เรื่องความจริงสามระดับ และการใช้คนอื่นเพื่อให้บรรลุสิ่งที่เราต้องการก็กลายเป็นเรื่องที่ยุ่งอีนุงตุงนังไปหมด
พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่เห็นและสิ่งที่อ้างถึงเนี่ยก็ยากจะพิสูจน์แล้วว่าจริง (ใจ) ไหม ยังจะต้องมาเจอว่ากำลังใช้กันเพื่อประโยชน์ของตัวเองอีก เรื่องนี้ล่ะหนักใจจริงๆ
ผมไม่ได้พูดถึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมพูดถึงทุกฝ่าย ทุกสีนั่นแหละครับ ถ้าเรายังวัดความจริงสามระดับไม่ได้ เราก็จะต้องเผชิญว่าใครจะใช้ใครบ้าง แล้วเราก็จะพบว่าคำบางคำกลายเป็นคำกลวงเปล่าที่ไร้ความหมาย ในความหมายที่ว่าความหมายที่ถูกบรรจุเข้าไปนั้นกลายเป็นความหมายที่เอื้อให้เกิดการครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อาทิ คำว่า สมานฉันท์ สันติวิธี อย่าแตกแยก หรือขันติธรรม
ผมว่าเรื่องที่ผมพยายามจะเขียนให้ท่านผู้อ่านเข้าใจนี้ก็เขียนได้ประมาณนี้เท่านั้นเองครับ ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ชัดกว่านี้ แต่ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ยากกว่าเรื่องที่จะมาบอกว่า "ใคร" อยู่เบื้องหลังเรื่องอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญนั้นไม่ใช่ว่าใครอยู่ข้างหลัง แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเนี่ยจะวัดความจริงกันได้อย่างไร
หนักใจแท้ๆ



