ข่าว

แก้ปัญหาโลกร้อนของใคร

แก้ปัญหาโลกร้อนของใคร

15 ธ.ค. 2552

ประเทศไทยได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อโลกในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร การอนุญาตให้ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย และการให้สัมปทานป่าไม้สำหรับองค์กรต่างๆ ทั้งไทยและนอกประเทศ ทำให้สูญเสียสภาพของป่าไม้สักที่มากที่สุดในโลก และจากนั้นการทำลายป

ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่มีอากาศร้อนที่สุดในกลุ่มอาเซียน ในเดือนเมษายนอุณหภูมิในภาคเหนือสูงกว่า 40 องศา น้อยกว่าทะเลทรายไม่มากนัก และนับวันจะร้อนมากยิ่งขึ้น ตราบใดที่การตัดไม้ทำลายป่ายังเป็นอยู่ต่อไป ขณะที่การปลูกป่าทดแทนยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า

 การถกปัญหาสภาวะโลกร้อนในเดนมาร์กคงจะหาสาระเป็นข้อสรุปไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีข้อขัดแย้งด้านผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการทำให้ปัญหาโลกร้อนทุเลาลง

 มีรายงานข่าวว่าหลังการประชุมเริ่มได้วันเดียว เริ่มมีความปั่นป่วน เมื่อมีเอกสารฉบับหนึ่งคาดว่า เป็นร่างข้อตกลงที่มีการเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว และมีการแจกจ่ายไปยังประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ๆ บางประเทศ แต่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้เห็นร่างข้อตกลงนี้ ต่างไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการสมคบคิดกันของประเทศร่ำรวย ร่างกติกาที่เอาเปรียบประเทศเล็กๆ และประเทศที่ยากจน เหมือนกับข้อตกลงทางการค้า

 สาระสำคัญของร่างข้อตกลงนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยเดนมาร์ก ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐ และอังกฤษ ที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนารับไม่ได้คือ การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรม กล่าวคือ ห้ามประเทศยากจนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 1.44 ตันต่อประชากร 1 คน ในปี ค.ศ.2050 แต่อนุญาตให้ประเทศร่ำรวยปล่อยได้ถึง 2.67 ตันต่อคน

       นอกจากนั้น ประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าร่างข้อตกลงนี้เป็นการบิดเบือนข้อตกลงตามพิธีสารเกียวโต ที่เน้นไปที่การควบคุม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยผ่อนปรนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพราะเห็นว่ายังยากจน และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากกว่า ผู้ก่อให้เกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
 
     เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลการประชุมอาจไม่เป็นประโยชน์มากนักในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นประเทศไทยควรเร่งดำเนินการแก้ปัญหาภายในก่อน ด้วยการเร่งปลูกป่า รักษาต้นน้ำลำธาร ควบคุมการผลิตอุตสาหกรรม ถ้าไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายมากกว่านี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จบางส่วนแล้ว เพียงแต่ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องแสดงความตั้งใจ จริงใจ โดยรัฐบาลต้องเน้นให้ตระหนักถึงวัตถุประสงค์และกำหนดเป้าให้ชัดเจน อย่างน้อยที่สุด การฟื้นฟูภาคเกษตรแทนอุตสาหกรรมจะเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญสำหรับทิศทางต่ออนาคต