
อภิสิทธิ์ร่วมงานกก.สิทธิฯเจอม็อบต้าน
กก.สิทธิฯ จัดงานมอบรางวัล นายกฯเข้าร่วมงานเจอม็อบหยาม ระบุ รัฐละเมิดสิทธิ อภิสิทธิ์ แก้ตัว ออก. พ.ร.บ.คุมม็อบไม่ได้ละเมิดสิทธิ แค่ป้องกันเหตุการณ์บานปลาย ย้ำรัฐรักษาสิทธิฯหลายทาง
(14ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัด “ มหกรรมงานสิทธิมนุษยชน ” เนื่องในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากล 10 ธ.ค.ประจำปี 2552 โดยในปีนี้ใช้คำขวัญว่า “ รู้สิทธิ รักสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ ” ซึ่งในงานได้มีการมอบรางวัล บุคคลและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่นประจำปี 52 โดยประเภทบุคคลชายได้แก่ นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน มีผลงานต่อต้านเมืองโปแตซ ในพื้นที่ภาคอีสาน ประเภทบุคคลหญิงนางหอมหวล บุญเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ขุนน้ำดอยแม่ออกฮู ซึ่งมีผลงานต่อต้านการทำสัมปทานระเบิดหิน เพื่อปกป้องป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย และประเภทภาคเอกชน ได้แก่ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ซึ่งมีผลงานเรียกร้องให้ปรับปรุงโครงการมาบตาพุด จ.ระยอง จนศาลปกครองมีคำสั่งระงับโครงการ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลเกียรติยศให้กับผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แก่ นายวิฑิต มันตาภรณ์และ นางพันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิฯ กล่าวว่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องสิทธมนุษยชน หากทุกคนรู้ว่าสิทธิมนุษยชน คือ ชีวิตและการดำรงชีวิต ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต หรือ เจ้าของสิทธิ ไม่มีใครมาหยิบยื่นให้ ทุกคนก็จะรักและเห็นคุณค่า และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ทั้งนี้ตนของแสดงความยินดีกลับผู้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งถือว่าเป็นนักต่อสู้ และขอเรียกคนเหล่านี้ว่า กัณยาณมิตรสิทธิมนุษยชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมาในเวลา 10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานเพื่อปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ รัฐบาลกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ” โดยก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะขึ้นปาฐกถา นางหอมหวล ได้กล่าวกับนายกฯว่า ขอให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกสัมปทานเหมืองหิน ในพื้นที่ดอยแม่ออกฮู และขอให้เมตตา เพราะเราจะไม่มีน้ำทำนาต่อไป พวกเราใช้น้ำทำเกษตรแบบพอเพียง ต่อสู้กันกว่า 10 ปี แต่เหมืองก็ยังไม่หมดไป แต่ยังจะมีการออกสัมปทานใหม่อีก ขณะที่นายสุวิทย์ ก็ได้ขอให้ทบทวนโครงการเมืองแร่โปรแตซ เช่นเดียวกับนาย น้อย ใจตั้ง ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ที่ขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และขอขอบคุณที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาแก้ปัญหา
หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และกล่าวปาฐกถาว่า สิทธิมนุษยชนนั้นมีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ได้เกิดเพราะมีกฎหมาย หรือมีใครมากำหนดกติกา ทั้งนี้ยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหาการละเมิดสิทธิอยู่หลายรูปแบบ การละเมิดสิทธิจากความขัดแย้งในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปทั้งปัญหาทางการเมืองและอำนาจรัฐ โดยทางรัฐบาลพยายามวางกลไกลเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ประเด็นที่ท้าทายสังคมไทย คือ การละเมิดสิทธิชุมชน จากกระบวนการพัฒนา ทำให้เกิดผลกระทบจากทั้งระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม โดยรัฐจะเดินหน้าวางกลไกส่งเสริมสิทธิด้านต่าง ๆ และได้ประกาศแผนสิทธิมนุษยชนแห่งที่จะมีผลตั้งแต่ปี 2552 - 2556 โดยแผนดังกล่าวจะส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วม และปกป้องสิทธิในการอยู่ร่วมกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในภาวะขัดแย้งทางการเมืองสูงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ที่มีขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ 1 ปี ที่ผ่านมาของรัฐบาลได้ให้แนวทางว่า ความแตกต่างทางความคิดมีอยู่ถือเป็นธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย คนที่มีความคิดต่างจากรัฐบาลย่อมมีสิทธิในการแสดงออก รัฐบาลจะไม่ละเมิดสิทธิคนที่คิดต่าง และแสดงสิทธิตามกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษในการชุมนุมหลายครั้ง โดยเหตุที่ต้องใช้ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนโดยทั่วไป จากบทเรียนเดือนเมษายนที่มีการเคลื่อนไหวเกินเลยขอบเขตและมีจุดประสงค์ที่ชัดแจ้งในการก่อจลาจลและประกาศทำร้ายบุคคล ซึงไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามจากปฎิบัติการครั้งนั้นก็ชัดเจนว่า ไม่มีการสูญเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนที่มีผู้เสียชีวิต 2 คน เกิดจากการปะทะกันระหว่างคนในชุมชนกับผู้ชุมนุม ส่วนการประกาศใช้ในครั้งต่อๆมา ก็เพื่อเป็นการป้องปราม ไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ หรือ ห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด นอกจากนี้การประกาศกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้รัฐบาลสามารถบูรณาการการ ใช้บุคลาการและให้อำนาจพิเศษบางประการ และรัฐบาลก็จะใช้ให้น้อยที่สุด โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งมีใช้แล้วในหลายประเทศ ถ้า หากมีกฎหมายดังกล่าวความจำเป็นในการใช้กฎหมายพิเศษก็จะลดน้อยลง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิพลเมือง เช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยรัฐบาลได้ตั้งกรรมการ มากลั่นกรองการบังคับใช้บทบัญญัติ ป้องกันการถูกนำมาใช้มาเป็นเครื่องมือ หรือ กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่รัฐบาลจะต้องมีความระมัดระวัง และรัฐบาลจะไม่มีการใช้กฎหมายใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำลายล้างในทางการเมือง รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้ไปตามเจตนารมณ์ เพื่อให้สังคมสงบสุขและอยู่ในศีลธรรมอันดี
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ การแก้ปัญหารัฐบาลพยายามให้เกิดความสมดุลและไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด จึงปรับปรุงระบบติดตามเรื่องร้องเรียน ส่วนการใช้อำนาจเการจับกุมคุมขัง ก็จะต้องมีบันทึกว่าคำสั่งนั้นออกโดยใคร ออกเมื่อไหร่และมีวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งถ้าหากแก้ปัญหาได้ ต่อไปก็จะสามารถยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษได้
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหามาบตาพุด ว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิเกี่ยวกับการพัฒนา รัฐบาลก็พยายามหาความสมดุลใน ดังเช่นกรณี มาบตาพุด ที่รัฐบาลประกาศควบคุมพิษและวางแนวทางให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง และเมื่อศาลมีคำสั่งอย่างไร ก็พร้อมที่จะทำให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังได้พยายามรักษาสิทธิต่างๆโดยล่าสุดมีการผลักดันและอนุมัติกฎกระทรวงในสิทธิในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถแสดงเจตนาไม่รับบริการในการแพทย์ที่จะยื้อชีวิต สำหรับระดับนานาชาติ ได้มีการผลักดันจนเกิดกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน และยังได้สมัครเป็นสมาชิกมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่จะมีผลในปี 2553-2556 นอกจากนี้ก็จะเร่งเซ็นอนุสัญญาในกฎบัตรที่จะคุ้มครองสิทธิบางฉบับ เช่นสิทธิแรงงานฉบับที่ 87 และ 98
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่นาย อภิสิทธิ์ ปาฐกถาบทเวทีนั้น ได้มีกลุ่มสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ นำป้ายผ้า เขียนข้อความเสียดสีรัฐบาล ที่ไม่ยอมเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาจนต้องเป็นสาเหตุให้คนตกงานจำนวนมาก อีกทั้งการใช้เครื่องขยายเสียงในการสลายการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมบางคนมีปัญหาทางหู อีกทั้ง ยังโจมตีว่ารัฐบาลซ้ำเติม เพราะพวกเขาตกงาน แล้วยังต้องเขอหมายจับจากรัฐบาล โดยได้มีการนำมาชูให้เห็น ทั้งที่บริเวณพื้นที่การจัดงาน และด้านบนอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นด้านหลังของเวทีที่นาย อภิสิทธิ์ ขึ้นปาฐกถา โดยมีข้อความระบุว่า คนตกงานคือ ผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์
ภายหลังจากที่กล่าวปาฐกถาเสร็จแล้ว ก็ได้มีกลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือนร้อน ด้านสิทธิไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงานบริษัทไทร์อัมพ์และกลุ่มผู้พิการที่เดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ในเรื่องของการเดินทางโดยรถประจำทาง โดยเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ได้เดินชมนิทรรศการภายในงาน และได้เข้าร่วมกิจกรรมร่อนเครื่องบินกระดาษร่อน กับ ด.ช.หม่อง ทองดี รองแชมป์เครื่องบินกระดาษนานาชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยนายอภิสิทธิ์ ก็ได้เซ็นชื่อก่อนที่นำร่อนในพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้พวกเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้



