
เดินหน้ารื้อโควตาสลากลบภาพ(5)เสือนอนกิน-ขจัดขายเกินราคา
แม้คณะกรรมการสลากกินแบ่งจะมีมติให้เดินหน้าสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยออนไลน์แล้ว โดยหวังว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงให้ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ลดลง แต่ในระหว่างนี้สำนักงานสลากฯ ก็เดินหน้าแก้ปัญหาสลากเกินราคาควบคู่กันไป
ที่ผ่านมามีความพยายามจะรื้อโควตาผู้จัดจำหน่ายมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งสัญญาการเป็นผู้จำหน่ายสลากของทั้งรายย่อย นิติบุคคล หรือองค์กรสมาคมต่างๆ หมดไปตั้งแต่ปี 2550 แต่ผู้ขายรายเดิมก็ยังคงได้โควตามาถึงปัจจุบัน
และไม่มีทีท่าว่าปัญหาการขายสลากเกินราคาจะเบาบางลง ในทางกลับกันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนสำนักงานสลากฯ ต้องงัดมาตรการออกมาแก้ปัญหาหลายระรอก รวมทั้งการเพิ่มจำนวนสลากให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด นอกจากนั้นยังมีมาตรการจับกุมผู้ที่ขายเกินราคาเข้ามาร่วมด้วย แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีไม่มากนัก เพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่ยอมรับราคาที่ขายเกินได้ ทำให้กองสลากต้องการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดแสร็จ โดยถือโอกาสในการรื้อโควตาการจำหน่ายใหม่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งล่าสุดคณะทำงานได้เสนอแนวทางเบื้องต้นให้ผู้บริหารสำนักงานสลากฯ เพื่อเดินหน้าดำเนินการแล้ว
การจัดทำหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาสลากนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 3 เกณฑ์ คือ 1.กลุ่มรายย่อย มีกว่า 4 หมื่นราย รับโควตาสลากคิดเป็น 70% ของจำนวนทั้งหมด หรือราว 34 ล้านฉบับ ทางคณะทำงานเสนอให้ลดโควตาลงมาเหลือ 50% เพราะมองว่ามีบางส่วนรับไปแล้วนำไปขายต่อ ขณะที่จะเพิ่มจำนวนสลากให้ต่อรายมากขึ้นจาก 3-5 เล่มต่อราย เป็น 20-30 เล่ม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
2.กลุ่มสมาคม มีประมาณ 27 สมาคม ขณะนี้ได้รับโควตารวมราว 10 ล้านฉบับ และ 3.กลุ่มนิติบุคคล มีราว 64 บริษัท ได้รับโควตารวม 6 ล้านฉบับ โดยต่อไป 2 กลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นและมีสัดส่วนเท่ากันกลุ่มละ 25% เพราะในส่วนขององค์กร สมาคมนั้น มีกระแสเรียกร้องมาตลอดว่าโควตาที่ได้รับไม่เพียงพอ ขณะที่การเพิ่มโควตาให้กลุ่มนิติบุคคลนั้น กองสลากระบุว่าเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและลงโทษหากพบว่ามีการขายเกินราคา
แน่นอนว่าการจัดสรรโควตานั้น เป็นอำนาจของสำนักงานสลากฯ แต่บ่อยครั้งที่มีการเมืองเข้ามาแทรก ซึ่งจะเห็นได้จากกระแสข่าวว่ามีการเรียกเก็บหัวคิวของบรรดาคนใกล้ชิดนักการเมือง ขณะที่สำนักงานสลากฯ ยืนยันว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว
ทบทวนสัญญาโควตาทุก 2 ปี
การจัดสรรโควตาจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความชัดเจนให้แก่โควตาสลากทั้ง 3 กลุ่ม และที่สำคัญผู้มีโควตาเมื่อรับสลากไปแล้ว จะต้องจำหน่ายสลากจริงหากพบว่านำไปขายต่อจะมีการยึดโควตาคืนทันที
"สัญญาที่สำนักงานสลากฯ ทำไว้กับผู้จำหน่ายหมดอายุไปหลายปีแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาอย่างเป็นทางการ จึงเป็นช่วงเหมาะสมที่จะจัดสรรโควตาใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ค้าสลากรายย่อย คนพิการ และชมรม องค์กรมูลนิธิต่างๆ ในปัจจุบันยังมีตัวตนอยู่อีกหรือไม่ และเป็นผู้ค้าสลากตัวจริงหรือเปล่า ต้องมีการตรวจสอบและโละหรือรื้อโควตาสลากใหม่" นายครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และประธานคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตสลากใหม่ระบุ
ขณะที่นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ขานรับแนวทางของคณะทำงานและเริ่มดำเนินการตรวจสอบโควตาในปัจจุบัน โดยกำหนดให้ตัวแทนจำหน่ายประเภทรายย่อยและนิติบุคคลต้องมาแสดงตัว ตั้งแต่วันที่ 19-27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบว่ายังมีตัวตนจริงหรือไม่ ซึ่งในอนาคตจะมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นว่ารับโควตาไปเพื่อจำหน่ายเองจริงหรือไม่ โดยจะต้องระบุสถานที่จำหน่ายที่ชัดเจนด้วย เพื่อสำนักงานสลากฯ จะได้มีข้อมูลว่าลอตเตอรี่มีการกระจายไปทุกพื้นที่ ไม่ใช่กระจุกตัวที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป
ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบแล้วจะจัดสรรโควตาและเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายใหม่ โดยกำหนดระยะเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดจะมาทบทวนการต่อสัญญา หากพบว่ารายใดหรือกลุ่มใดไม่ทำตามเงื่อนไขก็จะตัดโควตาทิ้งทันที โดยเฉพาะการขายสลากเกินราคา
“เห็นด้วยที่รื้อโควตาใหม่ จัดสรรให้นิติบุคคลและองค์กรมากขึ้น เพราะนิติบุคคลจะคุมรายย่อยอีกทีหนึ่งอยู่แล้ว และมีผู้จัดการหรือผู้ดูแลชัดเจน ซึ่งต่อไปหากสลากจุดไหนถูกจับกุมเพราะขายแพงก็จะทราบทันทีว่าเป็นโควตาของใคร เนื่องจากสลากที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มสีจะแตกต่างกัน จึงสามารถเรียกผู้จัดการมาเพื่อหาทางแก้ไขหรือไปจัดการในกลุ่มได้ ทำให้ง่ายต่อการควบคุม" นายวันชัย ระบุ
เปิดลงทะเบียนขายสลากการกุศล
นอกจากการเข้มงวดกับกลุ่มที่เคยได้รับโควตาเดิมแล้ว กองสลากยังเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรยื่นขอโควตาเข้ามาใหม่ในส่วนของสลากการกุศล ซึ่งขณะนี้เริ่มให้ผู้สนใจยื่นลงทะเบียนเข้ามาแล้ว โดยเปิดกว้างให้ทุกรายที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และยังไม่เคยได้รับโควตาไป ซึ่งคนเดินโพยหรือตัวแทนจำหน่ายสลากออนไลน์ก็สมัครเข้ามาได้ระหว่างที่ยังรอการขายสลากออนไลน์ แต่ขอย้ำว่า หากมีรายชื่ออยู่แล้วหรือสมัครแล้วไม่ควรสมัครซ้ำ เพราะจะทำให้การพิจารณาล่าช้ายิ่งขึ้น
“ครั้งนี้มีสลากการกุศลอยู่ในมือจำนวนมาก ยืนยันว่าจะจัดสรรให้ทั่วถึงและใช้หลักเกณฑ์เดียวกันให้รายละไม่เกิน 20 เล่ม โดยจะได้ข้อสรุปก่อนสิ้นธันวาคมนี้ เพื่อให้ทันงวดแรกที่จำหน่ายวันที่ 16 มกราคม 2553 ซึ่งจะเพิ่มอีก 8 ล้านฉบับ โดยจะเพิ่มให้สมาคม มูลนิธิ นิติบุคคลก่อน เพราะเสนอรายชื่อมากว่าพันองค์กร หากให้องค์กรใดแล้วไม่สามารถขายได้หมด ก็จะพิจารณาลดโควตาลงในงวดถัดไป และจะนำไปจัดสรรเพิ่มให้รายอื่นๆ ต่อไป”
นายวันชัยระบุว่า การเพิ่มสลาก 4 ล้านฉบับ ก่อนหน้านี้ ทำให้ราคาขายปลีกเริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่งวดวันที่ 16 มกราคม หากเพิ่มสลากอีกมองว่าน่าจะทำให้ราคาขายปลีกลงมาอยู่ที่ 80-90 บาทได้ โดยเป้าหมายของสำนักงานสลากฯ อยากให้ราคาลงมาอยู่ที่ฉบับละ 80 บาท เท่ากับราคาหน้าสลาก ซึ่งหากเพิ่มอีก 6-8 ล้านฉบับแล้วราคายังไม่ลงก็สามารถเพิ่มได้อีก อาจจะสูงสุด 10 ล้านฉบับ หรือมีสลากออกมางวดละ 60 ล้านฉบับเลยทีเดียว
“ในอนาคตราคาสลากจะปรับตัวลดลงแน่นอน เพราะเริ่มมีสินค้าเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก เหมือนในปี 2548 ที่มีสลากเข้าสู่ระบบจำนวนมาก ทำให้ราคาลดลง จนต่ำสุดเหลือ 3 ใบ 100 บาท ทำให้มีการทิ้งโควตา และสลากฯต้องยึดโควตาคืนมา เพราะการจัดสรรให้รายใหม่จะเป็นการขายขาดไม่รับคืน และห้ามนำไปขายต่อทำตัวเป็นเสือนอนกิน” นายวันชัยกล่าว พร้อมยืนยันว่า การจัดสรรโควตาใหม่จะทำด้วยความโปร่งใส และไม่มีการกินหัวคิวของบุคคลใด อีกทั้งน่าจะลบภาพคำว่า 5 เสือกองสลาก ซึ่งเคยเป็นผู้ได้รับโควตารายใหญ่ได้ เพราะจริงๆ แล้วตั้งแต่หมดสัญญาก็ไม่มี 5 เสือแล้ว
แก้ลอตเตอรี่แพงง่ายกว่าราคาตก
ขณะที่แหล่งข่าวสำนักงานสลากฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเพิ่มจำนวนลอตเตอรี่นั้นง่าย แต่การลดทำได้ยาก เพราะผู้ที่ได้รับโควตาไปแล้ว คงไม่ยอมถูกดึงกลับ และอาจนำไปสู่การประท้วงอีก ซึ่งการเพิ่มปริมาณต้องค่อยๆทยอยเพิ่ม เพราะเมื่อเพิ่มแล้วก็จะดูแลไม่ให้ลดลงในงวดถัดๆ ไป อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเพิ่มสลาก 4-8 ล้านฉบับ ก็คงไม่ทำให้ราคาลดลงมาเหลือฉบับละ 80 บาทได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะยังมีรายย่อยที่รับซื้อราคาสูงกว่าต้นทุนไปจำหน่ายต่อ
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งมาจากตัวผู้ขายไม่อยากลดราคาขายฉบับละ 80 บาท เพราะกลัวจะทำให้เสียราคา หากงวดนี้ลดไปแล้ว จะมีผลต่อการตั้งราคางวดหน้าด้วย ซึ่งสำนักงานสลากฯ ก็มองว่าการแก้ปัญหาสลากแพงทำได้ง่ายกรณีที่สลากราคาตกไปที่ 3 ใบ 100 บาท แต่การเพิ่มจำนวนสลากก็ต้องดูความเหมาะสมหลายด้าน เพราะไม่อยากให้ตัวแทนจำหน่ายได้รับผลกระทบเมื่อขายไม่หมด



