ข่าว

 มัสยิดเฉลิมพระเกียรติปลอดยา...โกอินเตอร์

มัสยิดเฉลิมพระเกียรติปลอดยา...โกอินเตอร์

14 ธ.ค. 2552

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 ขณะที่ยาเสพติดยังแพร่ระบาดต่อเนื่อง กระทั่งถึงกลุ่มเป้าหมายนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภาค 1 (ผบช.ภ.1) ในขณะนั้นได้ผลักดันโครงการมัสยิดเฉลิมพระเกียรติ หรือมัสยิดสีขาว โดยมีเป้าหมายประสานขอความร่

 ประเดิมนำร่องจาก 4 จังหวัดปริมณฑล คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ครอบคลุมมัสยิด 126 แห่ง เน้นนโยบาย "3 ไม่" คือ ไม่มีผู้ผลิต ไม่มีผู้ค้า และไม่มีผู้เสพ กำหนดขั้นตอนดำเนินการ 7 ขั้นตอน คือ วิเคราะห์สถานการณ์ สร้างกระบวนการมุสลิมต้านยาเสพติด สร้างพลังแนวร่วม 4 ประสาน เสริมสร้างสมรรถนะและศักยภาพของชุมชนมุสลิมให้เข้มแข็ง ประสานแผนการปฏิบัติฝ่ายปราบปรามและฝ่ายบำบัด ติดตามประเมินผล และแสดงประชามติประกาศเป็นมัสยิดปลอดยาเสพติด

 นอกจากนี้ยังมีการลงสัตยาบันของประธานคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด ถือเป็นการใช้มาตรการทางสังคมเข้าไปดำเนินการต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผลิต จำหน่าย และเสพด้วย นั่นคือจะถูกงดร่วมกิจกรรมและพิธีการทางศาสนาทุกประเภท งดสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับจากมัสยิด การถูกถอดถอนออกจากการเป็นสัปปุรุษของมัสยิด รวมถึงไม่อนุญาตให้ฝังศพในกุโบร์ของมัสยิด

 ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว ในปี 2551 มีมัสยิดผ่านเกณฑ์ได้ธงขาวเป็นสัญลักษณ์พื้นที่ปลอดยาเสพติดถึง 60 แห่ง !
 "ไพศาล พรหมยงค์" กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้ร่วมดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่ต้น กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จมีหลายประการ ที่สำคัญๆ คือสร้างความผูกพันเป็นมิตรกันระหว่างตำรวจกับผู้นำศาสนาและชาวมุสลิม ตั้งแต่การให้เกียรติซึ่งกันและกัน การตั้งคณะกรรมการร่วมต้องเป็นระดับผู้กำกับการหรือรองผู้กำกับการเท่านั้น ไม่มีระดับชั้นประทวน ผู้บัญชาการภาคประกาศเอาจริงต่อตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตหรือการค้ายาจะต้องถูกลงโทษและโดนย้ายออกจากพื้นที่ ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องถูกจับกุมดำเนินคดี ขณะที่ผู้เสพจะถูกจัดเป็นผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการบำบัดที่มัสยิด โดยการใช้หลักศาสนาเข้าไปเสริมช่วย เมื่อผ่านพ้นการบำบัดแล้วมีการจัดหางานให้ทำ

 "การบำบัดที่มัสยิดอยู่ในสายตาของผู้นำศาสนาตลอดเวลา แทนที่จะพาไปบำบัดที่ค่ายทหาร คือสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสพยาพร้อมให้ความร่วมมือ เพราะไม่ต้องพะวงทั้งเรื่องอาหาร หรือเรื่องถูกซ้อมถูกทรมาน ความเชื่อใจนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในโครงการนี้" ไพศาล กล่าว

 เมื่อการนำร่องใน 4 จังหวัดได้ผล บช.ภ.1 เตรียมการขยายไปยัง 5 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี รวมทั้งจะขยายพื้นที่ดำเนินการไปยังกรุงเทพฯ ด้วย นอกจากนี้ ยังต่อยอดไปถึงโครงการชุมชนเข้มแข็ง 368 ชุมชนของชาวไทยพุทธ เป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดเช่นกัน

 เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้ริเริ่มโครงการนี้เกษียณอายุราชการแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไพศาลและผู้นำศาสนาอิสลามคนอื่นๆ แสดงความห่วงใย ทั้งยังหวังว่า ผบช.ภ.1 คนใหม่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น จะสานต่อ เพราะถือเป็นโครงการที่ใช้งบไม่สูงมาก แต่อาศัยความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่างตำรวจกับผู้นำศาสนาในชุมชน

 อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็ใช่ว่าจะสร้างความประทับใจให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กที่เสพยาและได้รับการบำบัดเยียวยาเท่านั้น แต่กำลังจะถูกหยิบยกขึ้นไปเป็นต้นแบบสำหรับการป้องปรามยาเสพติดในประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีโอกาสจะสร้างชื่อเสียงให้ตำรวจไทยและประเทศไทยอีกต่างหาก เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดย บช.ภ.1 กำลังยื่นเสนอโครงการนี้เข้าชิงรางวัล United Nations Public Service Awards ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

 พ.ต.อ.วิสูตร ฉัตรชัยเดช รอง ผบก.อก.บช.ภ.1 กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแปลเอกสารโครงการจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับรางวัล United Nations Public Service Awards จะพิจารณาคัดเลือกจากโครงการที่เสนอโดยหน่วยงานต่างๆ กว่า 600 แห่งทั่วโลกให้ยูเอ็นพิจารณา โดยในปีที่ผ่านมาโครงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์กับโรงพยาบาล 17 แห่งทั่วภาคเหนือตอนบนของ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ได้รับรางวัลวินเนอร์ หรือดีเยี่ยม สาขาการปรับปรุงการให้บริการ

 พ.ต.อ.วิสูตร แสดงความมั่นใจว่า โครงการมัสยิดเฉลิมพระเกียรติโดดเด่นไม่ด้อยไปกว่าโครงการของ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดความสงบสุขต่อทั้งประชาคม สังคม และประเทศชาติด้วย เนื่องจากปัจจุบันยาเสพติดกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ตลอดจนคิดค้นหามาตรการป้องกันและปราบปราม ซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 ได้ทำสำเร็จเป็นต้นแบบเอาไว้แล้ว

 ไม่ใช่มองแบบเข้าข้าง แต่ความสำเร็จและคุณค่าของโครงการนี้ เด่น-ดี-ดัง กระทั่งอดจะนึกถึงรางวัลใหญ่ล่วงหน้าไม่ได้ซะด้วย ?!!