ข่าว

"มาเลเซีย-ไทย"ร่วมผนึกกำลังดับไฟใต้

"มาเลเซีย-ไทย"ร่วมผนึกกำลังดับไฟใต้

14 ธ.ค. 2552

การเป็นประธานร่วมกันเปิดสะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซีย ที่ จ.นราธิวาส ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านของทั้งสองประเทศ

 โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และการส่งสัญญาณของนายกฯ มาเลเซียที่พร้อมที่จะช่วยเหลือไทยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างเต็มที่

 ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงความร่วมมือสำคัญระหว่างไทย-มาเลเซีย ในอนาคต คือ เรื่อง "คนสองสัญชาติ" ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลบุคคล ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

 "ที่ผ่านมามีปัญหาด้านเทคนิคมาโดยตลอด นายกฯ มาเลเซียกับผมก็เห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องดังกล่าวจะต้องสะสางให้จบ เพราะยังมีความร่วมมือหลายอย่างที่ค้างอยู่ เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปีหน้าทุกอย่างต้องจบ ซึ่งคิดว่ามีความเป็นไปได้"

 นายกฯ ของไทย เชื่อว่า ถ้าสามารถแก้ปัญหาเรื่องบุคคล 2 สัญชาติได้ก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการติดตามความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม ซึ่งอาศัยการเป็นพลเมืองที่มีสัญชาติทั้งสองฝั่งทำให้การติดตามทำได้ยาก

 ส่วนประเด็นเรื่องเขตปกครองพิเศษ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า นายกฯ มาเลเซียไม่ได้ถาม เพราะพูดเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะใช้คำว่ากระจายอำนาจ หรือเขตปกครองพิเศษ เป้าหมายสุดท้าย คือ การตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่

 "เป้าหมายชัดเจนในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็พูดว่า จะรูปแบบใดก็ตามมันต้องเป็นรูปแบบภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ภายใต้รัฐไทย เพราะฉะนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร" นายอภิสิทธิ์ย้ำถึงจุดยืนในเรื่องนี้ของนายกฯ มาเลเซีย

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แม้เขตปกครองพิเศษของไทยกับมาเลเซียจะเรียกชื่อต่างกัน แต่รูปแบบและวิธีการขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของไทย ซึ่งในรัฐธรรมนูญก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่า

 ไม่อนุญาตให้รัฐใด จังหวัดไหน ปกครองตนเอง แต่การบริหารท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจทำได้ คือ เป็นการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง ไม่ใช่เป็นการปกครองตนเองในบริบทของอีกรัฐซ้อนรัฐ

 โดยรูปแบบที่ทำได้ คือ การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงการเก็บภาษี หรือมีโครงการที่เหมาะกับพื้นที่ แต่เป็นการปกครองท้องถิ่นที่อยู่ในบริบทเดิม และให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น

 ส่วนความร่วมมือที่จะร่วมกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาความไม่สงบ คือ การพิจารณา "เชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน" โดยเฉพาะข้อมูลกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ กลุ่มลักลอบเข้าเมือง กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้ามนุษย์ รวมถึงกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องในการก่อเหตุความไม่สงบ

 "ส่วนเรื่องคนสองสัญชาติที่มีประมาณ 2.5 หมื่นคน มีการหารือกันอีกครั้ง เพราะต้องทำให้ฐานข้อมูลตรงกันก่อน เชื่อว่าหลังจากมีโครงสร้างใหม่เกิดขึ้น กลไกดังกล่าวจะกลับมาอีกครั้ง" นายปณิธานกล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องคนสองสัญชาติ

 นอกจากนี้ จะมีการเชื่อมโยงการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงร่วมกัน ทั้งสันติบาล และหน่วยข่าวกรอง เป็นต้น

 นายปณิธานเชื่อว่า ถ้าโครงสร้างใหม่ ทั้งกฎหมาย ศอ.บต. และการนำมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่าด้วยเรื่องที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเข้ามอบตัวแล้วจะได้สิทธิพิเศษไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดมาใช้ในพื้นที่จะทำให้แนวโน้มการแก้ปัญหาดีขึ้น

 พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) กล่าวว่า ในเบื้องต้น ผู้บังคับบัญชายังไม่ได้มอบนโยบายอะไรลงมา เพราะเป็นการพูดคุยในระดับข้างบนสุด ก่อนจะมอบนโยบาย แต่ก็มีแนวโน้มของการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นชัดเจน

 ส่วนการลอบวางระเบิด และลอบสังหารหลายจุดในวันที่มีการเปิดสะพาน นายกฯ มาเลเซียก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะจุดที่อยู่ใกล้การเปิดสะพานมากที่สุด คือ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งห่างไปประมาณ 30-40 กิโลเมตร

 การก่อเหตุในหลายจุดนั้น ผบ.พตท.มองว่า เป็นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามสร้างข่าวเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาก่อเหตุในจุดที่มีการป้องกันแน่นหนาได้ จึงทำได้เพียงก่อเหตุในพื้นที่รอบนอกเพื่อสร้างสถานการณ์เท่านั้น

 พล.ท.กสิกรมองว่า ท่าทีของผู้นำมาเลเซียดูมีความจริงใจในการแก้ปัญหา และเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ซึ่งหากมาเลเซียให้ความร่วมมือทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลบุคคลสองสัญชาติ และการข่าวอย่างเต็มที่ก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแน่นอน


ทีมข่าวความมั่นคง