
จุดไฟในสภา
นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี รัฐบาลยังอยู่ในภาวะหายใจหายคอโล่ง หลังจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนัดหลังสุดท้าย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา จบลงด้วยความเรียบร้อย ที่สำคัญกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จากนี้ไปจะไม่ชุมนุม รอจนกระทั่งปีหน้า คือปี 2553
ยิ่งช่วงเดือนธันวาคม ความสนใจของประชาชนทั้งประเทศมุ่งไป ที่ "งานเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาคม" หากเคลื่อนไหวกระทบต่อความรู้สึกประชาชนรังแต่จะไม่เป็นผลดี กลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงพรรคเพื่อไทย ได้พักรบและปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ให้เข้าสถานการณ์มากขึ้น
ดังนั้นการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง น่าจะเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งในต้นปีหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับเกมของพรรคเพื่อไทยในสภา โดยซุ่มเก็บข้อมูลเตรียมเนื้อเตรียมตัวในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงใกล้ครบรอบ 1 ปีการบริหารประเทศของรัฐบาล
โดยในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27ของประเทศไทย
และในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 1 ปี ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นอกสถานที่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหนีการชุมนุมขับไล่ของกลุ่มคนเสื้อแดง
ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมจัดงานตีปี๊บแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เพื่อชี้แจงผลงานให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ แม้การเคลื่อนไหวภายนอกสภาจะหยุดนิ่งไปชั่วคราว แต่การช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรียังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด "ทักษิณ" นั่งเครื่องบินส่วนตัว n300vz จากกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา ข้ามมหาสมุทรอินเดีย ผ่านพม่าเข้าช่องแคบมะละกา น่านฟ้าของมาเลเซีย มุ่งหน้าตรงไปยังกรุงพนมเปญ
เพื่อไปรับตัว "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" วิศวกรชาวไทย ที่จะได้รับการปล่อยตัวในวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมนี้ ก่อนที่จะกระพือข่าวว่าเป็นความสำเร็จของทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เกมนี้เพื่อปูทางนำไปสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เพื่อเติมเชื้อไฟให้การเมืองในสภาร้อนแรงขึ้น สอดรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
นับจากนี้จึงต้องจับตาการปรับทัพของเพื่อไทยอีกครั้งเพื่อรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจาก "ทักษิณ" ส่งสัญญาณอย่างชัด "อยากให้จับตาการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหน้า เพราะยืนยันว่ามีข้อมูล รับรองว่าสนุกแน่" นั่นเพราะความหวังจะใช้เสื้อแดงโค่นรัฐบาล คงเป็นเรื่องยาก จึงต้องหันมาพึ่งเกมในสภา
สอดรับกับท่าทีของ "พรรคเพื่อไทย" ที่เตรียมประชุม ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เตรียมข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงเฟ้นหาแม่ทัพผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
นั่นเพราะตามทำเนียมปฏิบัติ เมื่อมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะต้องเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ซึ่งชื่อชั้นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ที่มาแรงแซงโค้งในช่วงนี้คือ "พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร" ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย
แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า "พล.อ.เชษฐา" ต้องลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปราจีนบุรี ในวันที่ 10 มกราคมปีหน้า แทนที่ว่างหลังจาก "เกียรติกร พากเพียรศิลป์" ส.ส.ประชาธิปัตย์ ประกาศลาออก โดยเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทยมาล่อ สัปดาห์นี้จึงน่าจับตายิ่งกับการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย รวมถึงการตอบรับจาก "พล.อ.เชษฐา" ว่าจะตอบรับ รอนั่งเก้าอี้นายกฯ ส้มหล่นหรือไม่ นั่นเพราะศึกซักฟอกครั้งนี้ "พรรคเพื่อไทย" ต้องการให้เกมการเมืองร้อนทั้งในและนอกสภา เพราะหลังจากออกมาจั่วหัวรายชื่อผู้ที่จะถูกอภิปราย ทำให้แฟนของกลุ่มเสื้อแดงซี้ดปาก เตรียมขยับออกมาเคลื่อนไหวรองรับ
ไล่ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในการบริหารประเทศที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทุจริตคอรัปชั่น รวมไปถึงปมปัญหาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ตามมาด้วยเป้าหมายสำคัญ "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ กรณีปัญหาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และความล้มเหลวนโยบายต่างประเทศ โดยเตรียมหยิบเอากรณี "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" วิศวกรชาวไทย มาขยายผลกลางสภา
"กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" รองนายกรัฐมนตรี คนนี้ถูกปูดแดงหมายหัวไว้ตั้งแต่ต้น กรณีปัญหาการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง การประกันราคาสินค้าเกษตร รวมถึงความล้มเหลวในโครงการต้นกล้าอาชีพ
แต่เมื่อถึงวันอภิปราย "กอร์ปศักดิ์" อาจออกจากตำแหน่งก่อนก็เป็นได้ เพราะประชาธิปัตย์ดันชื่อ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ขึ้นเป็นรองนายกฯ แทน แต่ขณะนี้ยังติดปัญหาเทคนิค
ตามมาติดๆ คงหนีไม่พ้น "วิทยา แก้วภราดัย" รมว.สาธารณสุข กรณีการทุจริตฉาวในโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข
"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีการควบคุมดูแลสื่อของรัฐ และการแทรกแซงสื่อโดยเฉพาะการเข้าไปจัดการวิทยุชุมชนกระบอกเสียงหลักของกลุ่มคนเสื้อแดง
ตามด้วย "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม ในโควตาของพรรคภูมิใจไทย กรณีปมปัญหาเช่ารถเมล์ 4,000 คัน และปัญหาในการรถไฟแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีคนที่อยู่ในเป้าที่ห้ามพลาดอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี กับ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รมว.กลาโหม ในการอนุมัติจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ที่ระยะหลังใช้กันอย่างมือเติบ
ประเด็นหลักหวังพุ่งเป้าไปที่ "ประชาธิปัตย์" กับ "ภูมิใจไทย" เพื่อตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกหลังจากที่เกิดปัญหาระหว่างพรรคมาอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายจึงต้องจับตาการจุดไฟในสภาจะเป็นไปอย่างที่ "ฝ่ายค้าน" หวังหรือไม่
บัญชา แข็งขัน



