
แก๊งขนขีปนาวุธรับบางส่วนส่งขายศรีลังกา
ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหาหนัก 5 ผู้ต้องหาขนขีปนาวุธผ่านไทย รับขนอาวุธมาแล้ว 3-4 ครั้ง แต่ยังปิดปากส่งให้ใคร ยอมรับบางส่วนส่งศรีลัง กา พร้อมส่งให้พวกแบ่งแยกดินแดนแถบตะวันออกกลาง เตรียมสอบสายการบินหาต้นสังกัดอาวุธสงคราม
(13ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมชาวต่างชาติ 5 คน ใช้เครื่องบินสัญชาติคาซัคสถานลักลอบขนอา วุธร้ายแรง 145 กล่อง ได้ที่สนามบินดอนเมือง โดยอาวุธดังกล่าวมาจากประเทศเกาหลีเหนือมีทั้งขีปนาวุธ ท่อยิงจรวด เครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี น้ำหนักรวมกว่า 30 ตัน และจากการสืบสวนจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่ทราบว่า อาวุธทั้งหมดนี้จะถูกนำส่งต่อไปยังประเทศใด
ต่อมาเวลา 13.30 น.วันนี้ (13ธ.ค.)ที่กองบังคับการปราบปราม มีรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้ต้องหาลักลอบขนอาวุธสงครามข้ามชาติทั้ง 5 คน เสร็จสิ้นแล้วได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน มาพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติอาชญากร พร้อมแจ้งข้อหากล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง 5 คนในข้อหามีอาวุธปืน และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ไปคุมขังในห้องขังกองปราบปราม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนเตรียมส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 14 ธันวาคม เวลา 10.00 น.
รายงานข่าวแจ้งว่า การสอบสวนกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5 คนต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงจึงจะเสร็จสิ้น โดยในเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดปฏิเสธ และขอให้การในชั้นศาล พร้อมอ้างว่า เป็นพนักงานของบริษัทแอร์เวส รับจ้างขนส่งสินค้าทางเครื่องบินทั่วไป โดยในเที่ยวนี้ได้เข้าไปรับสินค้าที่ประเทศเกาหลีเหนือ และแวะเติมน้ำมันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ส่วนสิ่งของที่บรรทุกมาในลำเครื่องนั้นไม่รู้ว่าเป็นอาวุธสงคราม แต่คิดว่าเป็นท่อส่งน้ำมันเพราะเห็นเป็นท่อยาวประมาณ 1-1.5 เมตร ที่มักใช้ในแท่นขุดเจาะ
อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานสอบสวนสอบเค้น ผู้ต้องหายอมรับเพียงสั้นๆ ว่า ลักลอบขนส่งชิ้นส่วนและอะไหล่อาวุธสงครามข้ามชาติมาแล้ว 3-4 ครั้งแต่ไม่ยอมเปิดเผยว่า นำไปส่งให้กลุ่มไหนและมีใครเป็นคนว่าจ้างหรืออยู่เบื้องหลัง โดยเดินทางจากประเทศยูเครนผ่านน่านฟ้าประเทศอาเซอร์ไบจานเข้าเส้นทางประเทศยูเออีผ่านประเทศไทย มุ่งหน้าไปรับสินค้าที่กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อบรรทุกสินค้าได้เต็มลำก็เดินทางต่อไปส่งสินค้าบางส่วนที่ศรีลังกา จากนั้นลำเลียงอาวุธไปส่งต่อยังประเทศแถบตะวันออกกลางให้พวกแบ่งแยกดินแดน และใช้เส้นทางเดิมเดินทางกลับประเทศยูเครนพร้อมกับอาวุธสงครามอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งการขนส่งอาวุธสงครามผ่านน่านฟ้าประเทศไทยนั้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ และความผิดสำแดงหลักฐานเท็จซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ระหว่างการควบคุมตัวและไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ส่วนที่ผู้ต้องหาได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานดอนเมืองว่า สินค้าที่ขนมาครั้งนี้เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งในส่วนของศุลกากรได้แจ้งข้อหา สำแดงสินค้าอันเป็นเท็จไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องติดต่อไปยังบริษัทแอร์เวส เพื่อขอรายละเอียดของผู้ที่ว่าจ้างเครื่องลำดังกล่าวขนส่งสินค้า เพื่อสืบหาต้นตอและที่มาที่ไปของอาวุธสงครามดังกล่าวว่า ใครเป็นผู้ขายและจัดส่งไปยังประเทศใด หรือจะเป็นตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าจะเดินทางไปยังประเทศศรีลังกา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องทำตามมติของสหประชาชาติและกฎหมายภายในประเทศอย่างเคร่งครัด ส่วนผู้ต้องหาก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยได้ประสานไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องแล้ว เบื้องต้นยังไม่ทราบจุดหมายปลายว่าจะไปที่ไหน แต่เชื่อว่าน่าจะนำเครื่องบินจอดเติมน้ำมันที่ประเทศศรีลังกา ยืนยันว่าไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าวเช่นกันว่า สำหรับผู้ต้องหานั้นทางตำรวจจะดำเนินการส่งฟ้องศาลในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น เรื่องการครอบครองอาวุธ การแจ้งและการนำเข้าอาวุธ เป็นต้น โดยนักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวถือพาสปอร์ตประเทศเบลารุส ส่วนลูกเรืออีก 4 คน ถือพาสปอร์ตประเทศคาซัคสถาน ซึ่งได้เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา จึงต้องดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศไทย เพราะกระทำผิดกฎหมายไทยและจะประสานกับสถานทูตที่เกี่ยวข้องด้วย
นายปณิธานกล่าวต่อว่า ส่วนอาวุธที่ขณะนี้ยืนยันว่า มาจากประเทศเกาหลีเหนือนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแลแต่จัดเก็บอยู่ในพื้นที่ของกองทัพอากาศและจะเริ่มดำเนินการสำรวจในวันอังคารที่ 15 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามมติสหประชาชาติมาตรา 1874 ซึ่งกำหนดขั้นตอนดำเนินการไว้ 4 ขั้นตอนคือ เมื่อพบอาวุธที่ละเมิดมติสหประชาชาติต้องดำเนินการสำรวจและยึดของกลาง จากนั้นต้องทำรายงานแจ้งให้สหประชาชาติทราบ ส่วนอาวุธที่เป็นอาวุธร้ายแรงก็ต้องทำลาย
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเท่าที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยสายตาพบว่ามีอาวุธหลายชนิด เช่น ขีปนาวุธพาดบ่า เครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี ท่อขนาดใหญ่ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นส่วนประกอบอาวุธชนิดใด โดยอาวุธทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณ 30 กว่าตัน ขณะที่เครื่องบินสามารถบรรทุกได้ 50 ตัน และเป็นเครื่องบินที่จดทะเบียนในประเทศจอร์เจียที่ได้รับแจ้งว่า จะลงมาเติมน้ำมัน จากนั้นจะบินเติมน้ำมันอีกครั้งที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าจะบินไปประเทศไหนต่อไปเพราะมีโอกาสหลายช่องทาง
นายปณิธานกล่าวอีกว่า จากรายงานทางการข่าวพบว่าการขนอาวุธครั้งนี้เป็นขบวนการซื้อขายอาวุธโดยมีบริษัทนายหน้าของประเทศเกาหลีเหนือเป็นผู้จัดขนส่งทางเครื่องบิน แต่ไม่แน่ใจว่าจะขนส่งไปกระจายให้ใครบ้าง โดยปกติแล้วจะมีจุดกระจายอาวุธ บางครั้งกระจายทางเรือ แต่ในชั้นนี้เป็นเครื่องบินที่บินลงมาเติมน้ำมันในประเทศไทยเท่านั้นเพราะเครื่องบินบรรทุกของหนัก
ด้านความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในส่วนของประเทศที่ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง วันเดียวกันมีรายงานอ้างการเปิดเผยจากผู้แทนคนหนึ่งของกระทรวงกิจการต่างประเทศและการค้าต่างประเทศของเกาหลีใต้ที่ระบุว่ารัฐบาลโซลมีความวิตกอย่างยิ่งต่อรายงานนี้ เพราะหากรัฐบาลไทยยืนยันว่าอาวุธนั้นเป็นของเกาหลีเหนือจริง ก็ต้องมีการดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อมติของสหประชาชาติ
ขณะที่สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานอ้างผู้แทนของรัฐบาลเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม้เกาหลีเหนือจะเปิดการเจรจากับสหรัฐและประชาคมโลกโดยตรง แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเปียงยางหยุดการกระทำผิดกฎหมายได้
หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าเครื่องบินขนส่งอาวุธที่ถูกจับได้ในไทยอาจมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังศรีลังกา ล่าสุดนายพลจัตวาอูดายา นานายัครา โฆษกกองทัพศรีลังกา ออกมาแถลงข่าวว่าไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับนายลัคชมาน ฮุลลูกัลเล ผู้อำนวยการศูนย์สารนิเทศเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของศรีลังกา ที่ระบุว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ได้เดินทางมายังศรีลังกาตามที่มีรายงานข่าวอีกไป ขณะที่บางกระแสเชื่อว่าลูกเรืออาจบอกว่ามุ่งหน้าไปยังศรีลังกาเพื่อปิดบังจุดหมายปลายทางที่แท้จริง
คำกล่าวอ้างดังกล่าวสอดคล้องกับที่นายนิคาอิล พีทูคู ชาวเบลารุส กัปตันเครื่องบินสัญชาติจอร์เจีย ซึ่งถูกจับกุมพร้อมเพื่อนอีก 4 คน และอาวุธสงคราม ระบุว่า ได้นำเครื่องบินจากยูเครนเพื่อรับสินค้าที่เกาหลีเหนือ ก่อนแวะเติมน้ำมันที่อาเซอร์ไบจาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย ส่วนขากลับแวะดอนเมืองและศรีลังกา เพื่อไปยูเครน และยืนยันว่าไม่รู้เห็นการขนอาวุธ รับจ้างแค่ขับเครื่องบิน ส่วนข้อมูลอื่นขอให้การในชั้นศาล
ด้านกระทรวงต่างประเทศคาซัคสถาน แถลงว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลเรื่องที่ไทยยึดเครื่องบินขนอาวุธของเกาหลีเหนือ เนื่องจากมีสื่อตะวันตกบางกระแสรายงานว่าเครื่องบินลำนี้ลงทะเบียนไว้ในคาซัคสถาน
"เราไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธรายงานนี้ได้ เพราะกำลังหาความชัดเจนผ่านช่องทางการทูต ตลอดจนหาความเป็นไปได้เรื่องความเกี่ยวข้องกันกับริษัทการบินในคาซัคสถาน และสัญชาติของลูกเรือบนเครื่อง" นายอิลยาส โอมารอฟ โฆษกกระทรวงต่างประเทศคาซัคสถาน กล่าว



