ข่าว

สื่อให้ฉายา"ปทีป"-"ผบ.สแตนด์บาย"

สื่อให้ฉายา"ปทีป"-"ผบ.สแตนด์บาย"

13 ธ.ค. 2552

สื่ออาชญากรรมคลอดฉายานาย ตร.ประจำปี 52 แล้ว ร่อนตะแกรงได้ 10 ชื่อ "ปทีป" ได้ชื่อ "ผบ.สแตนด์บาย" ส่วน "จุมพล" คว้า "ผบ.ชิงดำ" โฆษกมือทอง "พงศพัศ" คั่วฉายา "ดาราสีกากี" ผบช.น.คนใหม่ได้ฉายา "น.1 เทพประทาน" ขณะที่"กรีรินทร์" ผู้การ น.9 เป็น "เจ้าสัว ทันควัน"

ปกติสื่อมวลชนและช่างภาพสายอาชญากรรมมักจะตั้งฉายาขนานนามนายตำรวจคนดังเป็นประจำทุกปี ในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกันมาทั้งปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคม พร้อมคณะกรรมการบริหาร ร่วมแถลงข่าวตั้งฉายาตำรวจแห่งปี 2552 ตามบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล

 นายไพโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมซึ่งประกอบด้วยสื่อมวลชนจากสายข่าวอาชญากรรม และกระบวนการยุติธรรม ได้ทำงานใกล้ชิดกับตำรวจ รวมทั้งยังได้ติดตามการปฏิบัติงานของตำรวจ เพื่อนำมาเสนอสู่สายตาประชาชน จนเป็นที่ยอมรับของสังคมตลอดมา ซึ่งในปีนี้คณะกรรมการผู้บริหารสมาคมได้ร่วมกันพิจารณาลงมติให้ฉายานายตำรวจที่มีความโดดเด่น ซึ่งประชาชนและสังคมให้ความสนใจ รวมทั้งหมด 10 ราย 

 1.พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. จากหน้าที่การงานต่างได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ โดยได้รับการสนับสนุนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ล่มถึง 2 ครั้ง ไม่สามารถตกลงกันได้ นายอภิสิทธิ์จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน ในวันที่ 29 กันยายน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 จนทุกวันนี้ยังไม่มีกำหนดว่าจะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ขึ้นเมื่อใด ดังนั้นสื่อจึงได้ให้ฉายาว่า “ผบ.สแตนด์บาย”

 2.พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ซึ่งการประชุมคณะกรรมการ ก.ต.ช.เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา มีการสรรหา ผบ.ตร.คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท ที่เกษียณอายุราชการ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธาน ก.ต.ช. เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป แล้วที่ประชุมมีมติ 5 ต่อ 4 คัดค้าน ในที่ประชุมได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพล ให้เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ทำให้ประธานที่ประชุมสั่งปิดประชุมทันที พล.ต.อ.จุมพล จึงมีสิทธิ์เข้าลุ้นตำแหน่ง ผบ.ตร. จึงรับฉายา “จุ๋ม ชิงดำ”

 3.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. ถือเป็นนายตำรวจที่ทุ่มเททำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พยายามทำให้พื้นที่ดังกล่าวสงบ และเป็นผู้จัดทำ “แผนกรกฎ 52” ใช้ในการควบคุมฝูงชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยร้องขอเลื่อนตำแหน่งจากผู้บังคับบัญชา จะให้หรือไม่ให้ สุดแต่วาสนา สื่อมวลชนจึงให้ฉายา “สุภาพบุรุษด้ามขวานทอง”

 4.พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่โฆษกให้แก่องค์กรตำรวจมาหลายสมัย ตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จนกระทั่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.ไม่ได้ใช้บริการของ พล.ต.ท.พงศพัศ โดย ผบ.ตร.อ้างว่า โฆษกพงศพัศเดินเร็วจนตัวเองตามไม่ทัน หลังจาก พล.ต.อ.ปทีป ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร. พล.ต.ท.พงศพัศ ก็กลับมาทำหน้าที่โฆษกอีกครั้ง นอกจากจะทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสาร แถลงข่าวในเรื่องต่างๆ และดูแลบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนโดยส่วนรวม จนเป็นที่รู้จักของประชาชน แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ว่าไปแล้วไม่ต่างอะไรกับ “ดารา” ประกอบกับหน้าตาที่หล่อเหลาออกทีวีเกือบทุกวัน สื่อมวลชนจึงให้ฉายาว่า “ดาราสีกากี”

 5.พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. เริ่มต้นรับราชการเป็นรองสารวัตร สน.บางซื่อ จากนั้นถูกย้ายออกไปอยู่ภูธร และได้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานขึ้นตามลำดับในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ติดยศ “พลตำรวจตรี" เป็น ผบก.ภ.จว.สงขลา (บ้านเกิด) ก่อนจะขยับขึ้นเป็น ผบช.ภ.8  แล้วมาผงาดเหนือความคาดหมายมาเป็นเจ้าพ่อนครบาล คุมพื้นที่เมืองหลวง โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ให้การสนับสนุน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นายตำรวจหลายคนใฝ่ฝัน สื่อมวลชนจึงให้ฉายาว่า “น.1 เทพประทาน”

 6.พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รอง ผบช.ก. เป็นนายตำรวจที่มีวิธีการสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายโดยใช้หลักพฤติกรรมศาสตร์อาชญากรรม และหลักภูมิศาสตร์อาชญากรรม เป็นทฤษฎีและศาสตร์ในเชิงสืบสวนสอบสวน มักค้นคว้าและเขียนตำราขึ้นมาใช้สอนนักสืบรุ่นหลังๆ จนพิชิตคดีดังๆ โดยใช้หลักพฤติกรรมศาสตร์ในการสืบสวนจนประสมผลความเสร็จ อาทิ คดี “ส.ต.อ.ฆ่า-ชิงทรัพย์ เสี่ยกรอบรูป” “คดีฆ่าล้างครัว 5 ศพ” ท้องที่ สน.ลาดพร้าว จึงให้ฉายาว่า “นักสืบพฤติกรรมศาสตร์”

 7.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เป็นนายตำรวจที่ขยันและมีผลงานในการปราบปรามคนร้ายมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับฉายา มือปราบหูดำ แต่เวลาไปอยู่ที่ไหนมักจะตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หรือ (จู่โจม) ล่าสุดได้เปิดตัวไปไม่นานกับ "ชุดจู่โจมปะฉะดะ" มีความหมายว่า “ปะ” คือเมื่อไปเจอเหตุต้องสงสัยต้องเข้าตรวจค้นทันที “ฉะ” ถ้าพบใครทำผิดกฎหมายต้องจับกุมทันที “ดะ” ไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้นไม่ว่าใครหน้าไหนทำผิดต้องได้รับโทษไม่มียกเว้น จึงเป็นชุดจู่โจมที่คนร้ายกลัวที่สุด เพราะชุดนี้จับดะไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิงค้าบริการข้างถนน สื่อมวลชนได้ให้ฉายาว่า “แต้ม..ฉะดะ”

 8.พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี ผบก.ส.2 ถือเป็นนักสืบฝีมือชั้นครู ผ่านการอบรมหลากหลายหลักสูตรจากองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น หลักสูตรต่อต้านการก่อการร้ายสากล หลักสูตรเอฟบีไอ รุ่น 219 แต่ต้องผิดหวังในการรับราชการ เพราะก่อนหน้าดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.หน.ศูนย์สืบสวนสอบสวนนครบาล หวังจะได้เป็น ผบก.สืบสวนสอบสวนนครบาลเป็นคนแรก เพราะเป็นผู้สร้างขึ้นมาให้เป็นแบบอย่างกับศูนย์สืบสวนอื่นๆ แต่ชีวิตไม่เป็นอย่างที่คิด ได้รับแต่งตั้งเป็น ผบก.สืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ไม่ถึง 3 เดือน ถูกเตะไปเป็น ผบก.ส.2 ที่ต้องสูญเสียนักสืบมือดีไป จึงได้รับฉายา “นักสืบพลัดถิ่น”

 9.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา หรือ “โอ๋ สืบ 6” เป็นนายตำรวจที่สู้ชีวิต เชื่อว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษมีความผิดทางอาญามาตรา 157 มีมติให้ลงโทษไล่ออกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่เป็น พ.ต.อ.ธนาจรัสยุตม์ วุฒิธำรง ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาชีวิต ยื่นร้องศาลปกครองเชียงใหม่ มีคำพิพากษาถอนให้กลับเข้ารับราชการตามเดิม เหมือนกับแมวที่จะตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมา จึงให้ฉายา “โอ๋ 9 ชีวิต”

 10.พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.น.9 เจ้าของโครงการ “จับทันควัน จ่ายทันที 24 ชั่วโมง” ถือเป็นการกระตุ้นการทำงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ให้เกิดการกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน ตั้งใจปราบปรามจับกุมคนร้ายที่กำลังจะก่อเหตุและก่อคดีต่างๆ วิธีดังกล่าวเป็นการสร้างประสิทธิภาพ และขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง สื่อมวลชนจึงตั้งฉายา “เจ้าสัว ทันควัน”