ข่าว

งานกร่อย

งานกร่อย

13 ธ.ค. 2552

ซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่เมืองลาวยังเหลือเวลาให้ชิงชัยกันกว่า 1 สัปดาห์เต็มๆ แต่ความรู้สึกของคนไทยหลายๆ คน โดยเฉพาะแฟนบอลไทยดูเหมือนว่า “เวียงจันทน์เกมส์”จบลงไปแล้ว เพราะขุนพลนักเตะทีมชาติไทยร่วงตกรอบก่อนเวลาอันควร

  ความพ่ายแพ้ต่อ “เสือเหลือง” มาเลเซีย 1-2 ทำให้ทีม “ช้างศึก” กระเด็นตกรอบแรกทันที ถือเป็นการตกรอบแรกฟุตบอลซีเกมส์เป็น ครั้งแรกในรอบ 36 ปี หลังจากตกรอบแรกครั้งสุดท้ายใน กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 7 เมื่อ พ.ศ.2516 ที่สิงคโปร์
  นอกจากนี้ยังถือเป็นการหยุดสถิติคว้าแชมป์ติดต่อกันไว้ที่ 8 สมัยเท่านั้น และเป็นการยุติสถิติไม่แพ้ใครในซีเกมส์ (นับเฉพาะ 90 นาที) ไว้ที่ 53 นัด
  ทีมสุดท้ายที่ทำให้ทีมชาติไทยแพ้ในซีเกมส์คือ มาเลเซีย และทีมล่าสุดที่ทำให้ทีมชาติไทยพ่ายในซีเกมส์ก็คือ “เสือเหลือง” นี่เอง
 

  ไม่รู้จะพูดอะไรครับ บอกตามตรงว่ามึน มันบรรยายความรู้สึกไม่ออกจริงๆ บรรดาสื่อมวลชนไทยที่นั่งอยู่ในสนามกีฬาแห่งชาติของลาวต่างรู้สึกกันเช่นนี้
   แต่ถ้าว่ากันตามตรง หากดูจากฟอร์มการเล่นของนักเตะไทยแล้วต้องบอกว่า ทีมชาติไทยไม่สมควรที่จะเข้ารอบ
   นักเตะทีมชาติไทยเล่นแบบฟอร์มไม่จ๊าบมาทุกนัด และไม่สามารถเอาชนะทีมในระดับที่ใกล้เคียงกันอย่าง เวียดนาม หรือ มาเลเซีย ได้เลย แต่เอาชนะได้แค่ทีมรองบ่อนอย่าง ติมอร์ และ กัมพูชา
   ด้วยฟอร์มการเล่นและผลงานแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับที่ทีมชาติไทยจะต้องกระเด็นตกรอบแรก
 

  ไม่ได้อยากจะมาเหยียบซ้ำนักเตะชาติเดียวกัน แต่ผลงานมันออกมาอย่างนี้มันต้องวิพากษ์กันหน่อยครับ เพราะความรู้สึกลึกๆ ในใจแล้วมัน “แค้นใจ” มากกว่าเสียใจ
  ที่แค้นใจเพราะตั้งแต่ก่อนจะมาซีเกมส์ลาวครั้งนี้ บรรดาสื่อมวลชนไทยต่างออกมาเตือน สมาคมฟุตบอลไทย และคนทำทีมอย่าง สตีฟ ดาร์บี้ แล้วว่าเลือกตัวผู้เล่นมาไม่ดี และเตรียมทีมแบบไม่ได้เรื่อง แต่ก็ไม่มีใครฟัง
  ทีมซีเกมส์กลายเป็นทีม “ลูกเมียน้อย”เพราะสมาคมฟุตบอลไปให้ความสำคัญกับทีมชุด “เอเชี่ยนคัพ” จนทีมซีเกมส์ไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง
 

  ผู้เล่นที่ สตีฟ ดาร์บี้ เลือกมาหลายคนเป็นแค่นักเตะระดับเกรดบี ใน “ไทยพรีเมียร์ลีก” แถมบางรายยังไม่เคยเล่นในลีกสูงสุดด้วยซ้ำ ส่วนพวกตัวหลักในสโมสรที่ทำผลงานได้ดีกลับไม่มีชื่อติดโผ
 ทุกคนพยายามเตือนและบอก สตีฟ ดาร์บี้ แต่กุนซืออังกฤษไม่เคยฟัง แถมยังไม่เคยดูถึงต้นตอปัญหาที่สื่อมวลชนออกมาตำหนิ แต่กลับเอาเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับสื่อมวลชนถึงข่าวต่างๆ
 สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราคิดแต่ไม่อยากให้เป็นจริงก็เป็นจริงขึ้นมาจนได้ แล้วใครหน้าไหนที่จะกล้าออกมาแสดงความรับผิดชอบแบบตรงๆ เพราะหลังจบเกมก็เห็น “หายหัว” กันไปหมด
 

  สตีฟ ดาร์บี้ ก็แค่ฝรั่งคนหนึ่งที่เข้ามาทำทีมชาติไทย ไม่ว่าจะดีหรือแย่เขาก็ต้องจากเมืองไทยไป แต่คนไทยที่ต้องอยู่กับฟุตบอลไทยก็คงต้องอยู่กับความบอบช้ำแล้วเศร้าสร้อยต่อไป
  หวังว่าความชอกช้ำใน “เวียงจันทน์เกมส์” จะเป็นบทเรียนไม่ให้วงการฟุตบอลไทยทำอะไรที่มันไม่เข้าท่าแบบซ้ำซากอีก
 โดยเฉพาะการเลือกโค้ช ที่ไม่ใช่สักแต่ว่าขอเป็นต่างชาติพอ แต่ไม่ได้ดูเลยว่าฝีมือทำทีมมันดีแค่ไหน