ข่าว

ไทยแจงUNเรื่องจับอาวุธภายใน45วัน

ไทยแจงUNเรื่องจับอาวุธภายใน45วัน

13 ธ.ค. 2552

บัวแก้ว ระบุ ให้คณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติรายงานการจับอาวุธสงครามให้ยูเอ็นทราบภายใน 45 วัน ด้าน"สุเทพ" ระบุ จับอาวุธสงครามไม่เกี่ยวความมั่นคงในประเทศ "ปณิธาน" ระบุ เครื่องบินที่ถูกจับเป็นขบวนการค้าอาวุธ

(13ธ.ค.) นายธานี ทองภักดี รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกรณีจับขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ รัฐบาลไทยต้องรายงานต่อสหประชาชาติภายใน 45 วัน ตามข้อมติของสหประชาชาติที่1874(2009)ว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดของข้อมติ คือ การห้ามการขนส่งอาวุธจากเกาหลีเหนือ ถึงกระบวนการดำเนินคดี โดยอาจส่งให้คณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก เป็นผู้รายงาน

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมเครื่องบินขนอาวุธได้ที่สนามบินดอนเมือง ว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้ตลอด และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ยังต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตรวจสอบ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเทศเจ้าของเครื่องบิน ลูกเรือ รวมถึงประเทศผู้ซื้อ-ขายอาวุธ ซึ่งเรื่องนี้ตนต้องระมัดระวังในการพูดจาหรือการนำเสนอข่าว เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องทั้งกับกฎหมายในประเทศ และระหว่างประเทศ

 ขอประชาชนอย่าได้กังวล ขอให้ทราบว่าเราไม่มีเจตนาร้าย ไม่มีผลได้ผลเสียกับเรื่องนี้ และขอยืนยันว่าทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศไทยทั้งสิ้น ซึ่งโดยส่วนตัวยังไม่สามารรถให้รายละเอียดเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะมีความชัดเจนว่าอาวุธสงคราม 35-40 ตันนั้น มีอะไรบ้างและมีที่มาอย่างไร หากมีความชัดเจนแล้วจะมีการแถลงกับสื่อผ่านไปยังคนไทยได้รับทราบ และต่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย หรือ แม้กระทั่งต้องรายงานไปยังองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่เครื่องบินขนอาวุธเข้ามาถึงไทยถือเป็นความหละหลวม เรื่องการดูแลความปลอดภัยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้หละหลวมให้มีการขนอาวุธเข้าประเทศ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เบื้องต้นเป็นเรื่องนี้เกิดขึ้นภายในไทย จะต้องให้เจ้าหน้าที่ไทยเป็นผู้สอบสวน เพราะเป็นเรื่องในอธิปไตยของเรา วันนี้เมื่อคุมตัวลูกเรือและนักบินได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบลูกเรือ เพื่อหาข้อเท็จจริง กระทั่งการออกหมายจับ และจะต้องแจ้งให้ประเทศที่คนเหล่านั้นถือสัญชาติอยู่รับทราบด้วย

ทางด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบอาวุธที่ยึดได้จากเครื่องบินว่า สำหรับผู้ต้องหานั้นทางตำรวจจะดำเนินการส่งฟ้องศาลในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น เรื่องการครอบครองอาวุธ การแจ้งและการนำเข้าอาวุธ เป็นต้น โดยนักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวถือพาสสปอร์ตประเทศเบรารุตและลูกเรืออีก 4 คนถือพาสสปอร์ตประเทศคาซัคสถานซึ่งได้เดินเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงต้องดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศไทยเพราะกระทำผิดกฎหมายไทยและจะประสานกับสถานทูตที่เกี่ยวข้องด้วย

 นายปณิธาน กล่าวต่อว่า  ส่วนอาวุธที่ขณะนี้ยืนยันว่ามาจากประเทศเกาหลีเหนือนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแลแต่จัดเก็บอยู่พื้นที่ของกองทัพอากาศและจะเริ่มดำเนินการสำรวจในวันอังคารที่ 15 ธ.ค.นี้  ทั้งนี้เราจะต้องดำเนินการตามมติสหประชาชาติมาตรา 1874 ซึ่งกำหนดขั้นตอนดำเนินการไว้ 4 ขั้นตอนคือ เมื่อพบอาวุธที่ละเมิดมติสหประชาติต้องดำเนินการสำรวจและยึดของกลาง จากนั้นต้องทำรายงานแจ้งให้ประชาชาติทราบและอาวุธที่เป็นอาวุธร้ายแรงก็ต้องทำลาย  อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นเท่าที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยสายตาพบว่ามีอาวุธหลายชนิด เช่น ขีปนาวุธพาดบ่า  เครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี ท่อขนาดใหญ่ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นส่วนประกอบอาวุธชนิดใด และอาวุธทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณ 30กว่าตัน ขณะที่เครื่องบินสามารถบรรทุกได้ 50 ตันและเป็นเครื่องบินที่จดทะเบียนในประเทศจอร์เจียที่ได้รับแจ้งว่าจะลงมาเติมน้ำมันและจะบินเติมน้ำมันอีกครั้งที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าจะบินไปประเทศไหนต่อไปเพราะมีโอกาสหลายช่องทาง 

 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า จากรายงานทางการข่าวพบว่าการขนอาวุธครั้งนี้เป็นขบวนการซื้อขายอาวุธโดยมีบริษัทนายหน้าของประเทศเกาหลีเหนือเป็นผู้จัดขนส่งทางเครื่องบินแต่เราไม่แน่ใจว่าจะขนส่งไปกระจายให้ใครบ้างซึ่งโดยปกติแล้วจะมีจุดกระจายอาวุธบ้างครั้งกระจายทางเรือ  แต่ในชั้นนี้เป็นเครื่องบินที่บินลงมาเติมน้ำมันในประเทศไทยเท่านั้นเพราะเครื่องบินบรรทุกของหนัก