ข่าว

4 ข่าวร้ายที่รอระเบิดในปีหน้า (1)

4 ข่าวร้ายที่รอระเบิดในปีหน้า (1)

12 ธ.ค. 2552

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าว่าอีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้นก็จะถึงวันเปลี่ยนศักราชใหม่จากปีฉลูวัวบ้าสู่ปีขาลเสือดุแล้ว ช่วงนี้คนในแวดวงข่าวอย่างดิฉันจะหัวยุ่งหัวฟูเป็นพิเศษ ไหนจะต้องติดข่าวรายวัน ไหนจะต้องรวบรวมข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปีนี้เพื่อจัดอันดับข่าว

 โจชัว อี คีทติ้ง ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวฝ่ายนโยบายต่างประเทศของเว็บข่าวออนไลน์ของวอชิงตันโพสต์ รีบทำการบ้านก่อนใครเพื่อนด้วยการเสนอรายงานกึ่งวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ 4 ข่าวใหญ่ที่ถูกเมินหรือผู้คนไม่ให้ความสนใจในปีนี้ แต่จะเป็น 4 ข่าวใหญ่ที่รอวันระเบิดเป็นข่าวดังในปีหน้า

 ข่าวที่รอวันระเบิดเป็นข่าวใหญ่ในปีหน้าข่าวแรกก็คือ การเปิดเส้นทางการค้าตะวันออกเฉียงเหนือเส้นทางใหม่ที่จะเชื่อมเอเชียตะวันออกกับยุโรปตะวันตกเข้าด้วยกัน แข่งกับเส้นทางสายแพรไหมในอดีต ถ้าดูจากสภาพภูมิศาสตร์แล้ว เส้นทางการค้าสายใหม่ซึ่งจะต้องแล่นเรือผ่านทวีปและมหาสมุทรอาร์กติกบริเวณขั้วโลกเหนือยากจะเป็นไปได้ เพราะคงสุดวิสัยที่จะนำกองเรือพาณิชย์ฝ่าทุ่งน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลได้โดยไม่เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ยิ่งกว่าคราวเรือไททานิกพุ่งชนยอดภูเขาน้ำแข็งเสียอีก

 แต่เรื่องเหลือเชื่อนี้ก็ไม่ไกลเกินฝันอีกต่อไป หลังจากเรือสินค้าของเยอรมนีได้สร้างประวัติศาสตร์โฉมหน้าใหม่ขึ้นเมื่อเดือนกันยายนนี้เมื่อสามารถแล่นจากรัสเซียผ่านมหาสมุทรอาร์กติกอย่างปลอดภัยไร้อันตรายใดๆ

 "ก็ต้องขอบคุณโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้น้ำแข็งละลายหายไปตลอดทั้งเส้นทาง เรือของเราแล่นสบายๆ เหมือนกับลอยล่องอยู่บนปุยเมฆ" กัปตันวอเลอรี ดูรอฟ ให้ความเห็น "ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นสัก 20 ปีช่วงที่ผมยังทำงานอยู่ทางฝั่งตะวันออกของทวีปอาร์กติก ผมไม่เคยนึกฝันด้วยซ้ำไปว่าจะทำอย่างนี้ได้"

 มองในแง่เศรษฐกิจแล้วการเปิดเส้นทางพาณิชย์สายใหม่นี้ก็เหมือนกับการพบขุมทองบ่อใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมการเดินเรือ เนื่องจากสามารถร่นเวลาเดินทางจากเอเชียสู่ยุโรปได้สั้นลงและยังถูกลงด้วย

 แต่ข่าวดีนี้ก็เป็นลางบอกข่าวร้ายเช่นกันว่ามนุษยชาติได้ก้าวไปสู่จุดอันตรายมากที่สุดจากปัญหาโลกร้อนแล้ว หากยังมัวเถียงกันไม่หยุดหย่อนบนเวทีการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่จัดขึ้นโดยสหประชาชาติที่เดนมาร์กระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม จนไม่อาจได้ข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์