ข่าว

ชัยชี้อภัยโทษศิวรักษ์จริงหรือจัดฉากปิดไม่มิด

ชัยชี้อภัยโทษศิวรักษ์จริงหรือจัดฉากปิดไม่มิด

12 ธ.ค. 2552

“ชัย” ชี้อภัยโทษ “ศิวรักษ์” จัดฉากหรือไม่ ความจริงปิดไม่มิด จี้ฝ่ายค้านเร่งเฟ้นตัวผู้นำฝ่ายค้าน เขียน ธีระวิทย์วิพากษ์คำพิพากษาจำคุกศิวรักษ์

 (12ธ.ค.) ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายศิวรักษ์ ชุติพงศ์ วิศวกรชาวไทยที่ถูกศาลกัมพูชาสั่งจำคุก 7 ปีและได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า คนไทยจะอยู่ที่ไหนก็เป็นคนไทยอยู่ดี เมื่อเขาได้รับอิสรภาพเราก็ดีใจ ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ใครจะเสียหน้า ใครจะเล่นอะไรบนดินใต้ดินก็อย่าไปยุ่งให้มองอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้คนไทยที่บริสุทธ์ได้รับการปล่อยตัวออกมา ทั้งนี้ตนมองว่าถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้เกิดความปรองดองโดยปริยาย ใครจะสร้างปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา ขอให้ถือว่าเป็นกรรมลิขิตทำให้บุคคลผู้นั้นรับกรรมไปชั่วขณะ แต่ขออย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 เมื่อถามว่าห่วงว่าจะมีการใช้นายศิวรักษ์มาเป็นเกมทางการเมืองต่ออีกหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เป็นเรื่องจริงแม้จะอยู่ใต้ดินหรือบนดิน วันหนึ่งก็ต้องโผล่ออกมาให้เห็นจนได้ เมื่อถามว่ามองหรือไม่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ นายชัย กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ ส่วนในอนาคตหากมีสมาชิกหยิบยกมาพูดในสภาฯ ก็มีสิทธิที่จะพูดได้แต่ต้องอยู่ในวาระ ต้องไม่กระทบกระเทือนผู้อื่น ซึ่งต่อเมื่อเมื่อมีระเบียบจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาออกมาแล้วปัญหาต่างๆทั้งการอภิปราย การร้องเรียน การยื่นถอนถอน จะต้องระมัดระวังมากขึ้น

 เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้ประสานเรื่องจะได้ตัวผู้นำฝ่ายค้านมาหรือยัง นายชัย กล่าวว่า ยังไม่มีการประสานมา มีแต่การพูดตามสื่อ ที่ผ่านมามีชื่อหลายคนรวมทั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย แต่ท่านก็ออกมาปฏิเสธ จะเอาใครก็ไม่เอาสักที เสียดายเงินในตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านที่ต้องส่งคืนคลังไปทุกปีส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ก็จะต้องมีการเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เข้ามาด้วยซึ่งจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาฯเท่านั้น หากเสนอมาผิด ก็ต้องมีการส่งตีความกันอีก

เขียน ธีระวิทย์วิพากษ์คำพิพากษาจำคุกศิวรักษ์ 

อย่างไรก็ตามนายเขียน ธีระวิทย์ ศาตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความเรื่อง"คำพิพากษาจำคุกศิวรักษ์ ชุติพงษ์" เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ความว่า


เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ศาลกรุงพนมเปญได้พิพากษาจำคุกคนไทย นายศิวรักษ์  ชุติพงษ์โดยให้จำคุก 7 ปี และปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล (ประมาณ 85,000 บาท) ในข้อหาสอดแนมข้อมูลของทักษิณ  ชินวัตร ระหว่างการเดินทางไปเยือนกัมพูชา ( 10-14 พฤศจิกายน 2552) ด้วยการส่งข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการของเที่ยวบินให้กับสถานทูตไทย คดีนี้มีข้อน่าสังเกตดังนี้

1. รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุนเซนเคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศหลายครั้ง รวมทั้งนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยด้วย ไม่เคยปรากฏว่ากำหนดการการบินเข้า-ออกประเทศกัมพูชาถือเป็นความลับ คงไม่มีใครเชื่อว่า ในโลกนี้มีประเทศใดที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติกล้าบัญญัติกฎหมายระบุว่า เที่ยวบินการเดินทางเข้า-ออกประเทศของบุคคลสำคัญเป็นความลับในราชการ

ถ้ากัมพูชาเป็นรัฐพิเศษเหนือมนุษย์จะออกกฎหมายพิเศษโดยระบุว่า อาชญากรแผ่นดินของรัฐศัตรูเดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชาก็ดี หรือระบุกว้างๆ ว่า กรณีใดที่สมเด็จฯ ฮุนเซนบอกว่าเป็นความลับของประเทศ ให้ถือว่าเรื่องนั้นเป็นความลับของประเทศก็ดี ชื่อกัมพูชาก็คงฉาวโฉ่ทั่วโลก และอาจถูกขับออกจากสหประชาชาติ

ถ้าไม่มีกฎหมายพิเศษดังกล่าว ตามหลักสากลศาลกัมพูชาก็ไม่มีอำนาจตัดสินลงโทษผู้ต้องหาอย่างนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตรา 11 ข้อ 2 กัมพูชาเป็นสมาชิกสหประชาชาติ จำต้องปฏิบัติตาม

2. ตามหลักสากลนั้น คำพิพากษาของศาลจะต้องระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องหาทำผิดกฎหมายอะไร มาตราไหน แต่คำพิพากษาลงโทษจำคุกศิวรักษ์มิได้อ้างกฎหมายฉบับใดเลย มีแต่กล่าวกว้างๆ อย่างเลื่อนลอยว่า จำเลยทำผิดตามข้อหาสอดแนมข้อมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ด้วยการส่งข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการเที่ยวบินให้กับสถานทูตไทย

3. เข้าใจว่า ทนายของนายศิวรักษ์ มิได้ทำหน้าที่โดยยึดหลักวิชาชีพทนายความในระบอบประชาธิปไตย แต่ทำตามความต้องการของผู้มีอำนาจรัฐในระบอบเผด็จการ มิเช่นนั้น ทนายจะต้องเค้นให้มีการระบุความผิดตามกฎหมายให้ชัดเจน อัยการและทนายจะต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง แม้ศาล (ถ้ากลัวฝ่ายการเมือง) จะมั่วๆ ไม่ระบุในคำพิพากษา บันทึกรายงานการพิจารณาคดีของศาล หรือผู้สื่อข่าวที่มีใจเป็นธรรมที่อยู่ในศาลก็สามารถรายงานให้สาธารณชนทราบได้

4. ตามหลักกฎหมายอาญา ผู้กระทำผิดทางอาญานั้น จะต้องมีเจตนา อันนี้ไม่มีการสืบให้แน่ชัดว่า ศาลได้สืบพยานในประเด็นนี้หรือไม่ เป็นหน้าที่ของอัยการและทนายจำเลยที่จะต้องนำสืบให้ศาลทราบว่า ศิวรักษ์ลักลอบเอาข้อมูลไปกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของกัมพูชาอย่างไร
 
ศิวรักษ์เป็นพลเมืองไทยทำงานในหน่วยงานที่มีสิทธิที่จะรู้ตารางเวลาเครื่องบินเข้าออกกัมพูชาอยู่แล้ว สถานทูตไทยขอข้อมูลจากเขาโดยชอบ เพราะเครื่องบินลำนี้บินผ่านหรือจะบินผ่านน่านฟ้าไทย สถานทูตไทยมีหน้าที่ที่จะมีข้อมูลและรายงานให้รัฐบาลไทยทราบ วิญญูชนคงเข้าใจได้ยากว่า ศิวรักษ์จะเอาข้อมูลเที่ยวบินของทักษิณไปทำลายความมั่นคงของกัมพูชาได้อย่างไร

5. จำเลยซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยแต่ต้น ถูกสมุนของทักษิณอาศัยความทุกข์ของจำเลยช่วงชิงบทบาทนั้นไป พวกเขาใช้กลยุทธสร้างกระแสให้ศิวรักษ์ต้องโทษ (แทนที่จะเป็นพ้นโทษ)

โดยแนะให้ทนายจำเลยแนะให้ลูกความต้องโทษ เพื่อพวกเขาจะได้มีโอกาสแสดงความปรานีหาคะแนนนิยมจากคนไทยว่า พวกเขาเก่งกว่าฝ่ายรัฐบาลไทย สามารถขอให้รัฐบาลฮุนเซนขอพระราชทานอภัยโทษได้สำเร็จ คือพวกเขาเก่งในการจะช่วยคนไทยให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากการกระทำของคนไทยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด

6. การเลือกทนายใหม่ จากนาย เภา สุภา ที่กระทรวงการต่างประเทศไทยหาให้เป็น นายเขียว สัมโบ และขอพึ่งพานักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นเอกสิทธิของศิวรักษ์และครอบครัว เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะถูกบีบคั้นโดยกระแสการเมือง รัฐบาลไทยยังคงติดตามให้ความช่วยเหลือเท่าที่ศิวรักษ์ยังคงต้องการนั้นชอบแล้ว

7. รัฐบาลไทยมีพันธะทางใจที่จะต้องช่วยหรือไม่ช่วยศิวรักษ์ ตามที่ศิวรักษ์ต้องการ อาจจะเสียหน้าบ้าง แต่ก็ต้องอดทนเพราะศิวรักษ์ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของคนไทย-กัมพูชาที่สมคบกันมุ่งทำร้ายประเทศไทย ถ้าศิวรักษ์ขอให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าทนายและค่าปรับให้ รัฐบาลไทยก็ควรจ่ายให้เป็นกรณีพิเศษ

8. รัฐบาลไทยจะตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาโดยหาเรื่องทำนองเดียวกันกับที่รัฐบาลกัมพูชาทำก็มีสิทธิ แต่ไม่ควรทำ เพราะจะลดตัวทำเหมือนคนป่าเถื่อน ควรเก็บเรื่องไว้เป็นเจ้าหนี้ทางการเมืองแล้วคิดบัญชีภายหลังในกรณีและเวลาที่เหมาะสม

9. คดีนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ข้อมูลมากล่าวโทษศิวรักษ์โดยทางมิชอบ คือดักฟังโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย รัฐบาลไทยควรสื่อสารให้ทุกประเทศที่มีสถานทูตอยู่ในกัมพูชาทราบว่าการพูดกันทางโทรศัพท์ในกัมพูชานั้นไม่มีความปลอดภัย ไม่ต้องพูดถึงการปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคลของชาวกัมพูชา องค์กรเอกชนและนักการเมืองฝ่ายค้านให้เสียเวลา

10. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของรัฐสภาไทย และองค์กรเอกชนที่ทำงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในไทยไม่ควรนิ่งเฉยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวบรวมข้อมูลทำเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีศิวรักษ์ ทำจดหมายหรือแถลงการณ์ภาษาต่างๆ ส่งถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ Amnesty International องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญๆ ทั่วโลก รวมทั้งล็อบบี้ประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุนเซนให้ระงับหรือลดความช่วยเหลือกัมพูชาต่อไป

ความผิดของรัฐบาลฮุนเซนที่ชัดเจนคือละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มาตรา 9 ที่ว่า “บุคคลจะถูกจับกุมคุมขัง หรือเนรเทศตามอำเภอใจไม่ได้” มาตรา 11 ข้อ 2 ที่ว่า “บุคคลจะต้องไม่ได้รับโทษใดๆ ในการกระทำหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติระบุความผิดไว้...”

 “เทพไท”เย้ยหนังสือขออภัยโทษเพื่อไทยละครผิดคิว

 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า  การที่กัมพูชาอภัยโทษนายศิวรักษ์ ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของนายศิวรักษ์ และดีใจแทนที่ได้รับอิสรภาพในครั้งนี้ จุดจบของเรื่องสามารถอธิบายภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ว่า เป็นการจัดฉากแสดงละคร หรือเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายศิวรักษ์ ในความรู้สึกของคนไทยเชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลายเป็นเหยื่อของนักการเมืองบางฝ่ายเอามาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว

 ทั้งนี้เห็นได้จากการที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมืองชัดเจน ในขณะที่กระบวนการอภัยโทษกำลังดำเนินการจนถึงจุดสำเร็จ แต่ในเมืองไทยยังมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังนำหนังสือจดหมายขอพระราชทานอภัยโทษไปตามที่ต่างๆ ให้เป็นประเด็นข่าวจนเกิดการผิดคิว  ภาพทั้งหมดจึงอธิบายได้ว่าพรรคเพื่อไทยหยิบฉวยเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่