ข่าว

การเมืองสยามประเทศภายใต้“ระบอบชุมนุม”

การเมืองสยามประเทศภายใต้“ระบอบชุมนุม”

12 ธ.ค. 2552

เมื่อพูดถึงประเทศชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะการเมืองการปกครองประเทศนั้น มีสิ่งที่ต้องตระหนักอยู่ 3 เรื่องที่สำคัญ เรื่องแรกคือ เสถียรภาพของรัฐบาล เรื่องต่อมาคือ เสถียรภาพทางการเมือง และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดคือ เสถียรภาพของบ้านเมือง

 เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ประเทศทุกประเทศในโลกที่เขาต้องการก็คือ การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ต้องการให้มีรัฐบาลที่อ่อนแอ แต่ในเวลาเดียวกันรัฐบาลที่มีเสถียรภาพนั้น ก็เสี่ยงต่อการที่หลายคนจะมองว่ามีการใช้อำนาจเกินขอบเขต ในกรณีที่รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป

 ต้องยอมรับว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ประสบอยู่ขณะนี้นั้น ความกลัว เป็นดัชนีตัวต้นๆ ที่ทำให้การเมืองสยามประเทศได้สัมผัสกับแรงกดดันสังคม ในรูปแบบของการรวมกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองรูปแบบใหม่ภายใต้ “ระบอบชุมนุม” ของหลายฝ่าย ที่แยกแยะผู้คนที่เคยอยู่ด้วยกันอย่างปกติสุขออกจากกันด้วยสีเสื้ออย่างชัดเจน

 สังคมโลก กำลังขาดธรรมโดยเฉพาะในขั้นศีลธรรมด้วยเหตุต่างๆ จึงเกิดการระส่ำระสาย แล้วก็แก้ไขวิกฤตการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่อง ทั้งภายในชาติและระหว่างชาติ ทุกรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลที่ถือกันว่าดี ก็ยังมีอาการเหมือนกับการเปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาจับปูใส่กระด้ง มุ่งหน้าแต่จะกอบโกยปัจจัยแห่งความสุขทางวัตถุ 

 โลกบูชาเศรษฐกิจและการเมือง ไม่เหลียวแลศีลธรรม โดยลืมไปว่าถ้าขาดศีลธรรมแล้วเศรษฐกิจและการเมืองนั่นแหละคือเครื่องทำลายโลก ยิ่งเก่งเท่าไร ยิ่งทำลายโลกเร็วขึ้นเท่านั้น ทำลายถึงรากฐานคือจิตใจมนุษย์จนหมดความเป็นมนุษย์ในที่สุด    

 จึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมไทยยอมรับการบริหารที่ไม่โปร่งใส การทุจริตคอรัปชั่น ขอเพียงให้คนคนนั้นนำพาประเทศชาติเดินไปตามเป้าหมายได้ ถ้าเป็นคนเก่งแล้วถึงแม้จะโกงบ้างก็ไม่เป็นไร

 การชูนโยบายแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ จึงเป็นแค่เรื่องอุดมคติของนักการเมืองที่ใช้สร้างภาพให้ฝ่ายตนดูดีเท่านั้น  ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง 

 ในแง่ของการจดจำทางสังคมเอง กระบวนการยุติธรรมบางยุคสมัย ไม่สามารถเอาผิดคนที่ประพฤติทุจริตคอรัปชั่นได้อยู่หมัดและนำมาลงโทษขั้นสูงสุดได้ สังคมยุคใหม่ถูกระบบทุนนิยมรัดกุมอย่างเต็มรูปแบบ ลัทธิบูชาเงินทองมีผลต่อการตัดสินใจ จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักของปากท้องเป็นเรื่องสำคัญกว่าความชอบธรรม 

 สังคมไทยที่อยู่ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจที่มัดตรึงไว้ด้วยปัญหาปากท้องด้านเศรษฐกิจ จนไม่รู้จะดิ้นไปทางไหนอยู่ขณะนี้ ผู้รับจึงอยู่ในสภาพที่เฝ้ารออยู่เสมอ ภาพแห่งความทรงจำนักการเมืองฮีโร่ผู้ที่คนบางส่วนคิดว่าสามารถปลดปล่อยพันธนาการที่เจ็บปวดได้ ยังไม่จืดจางไปจากความหวังที่เคยมี ในสังคมที่ปัญญาความรู้ยังไม่ถูกแก้ไขด้วยแผนการปฏิรูปการศึกษาอย่างได้ผล

  แน่นอน คนประเภทดังกล่าวก็ยังคงไม่หมดไปโดยง่าย ใครก็ตามที่สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงให้เขามีความสุขได้ก็พร้อมจะโค้งหัวลงยอมรับ แม้เป็นคนขี้โกง 

 เป็นเรื่องยากที่สังคมจะกลับสู่ความปกติสุขได้ หากเราไม่บังคับตัวเองให้มีธรรม เราไม่ละอายในการที่เราไม่มีธรรม เรายังไม่กลัวอันตรายอันเกิดขึ้นจากการที่เราไม่มีธรรม 

   สังคมไทยต้องเข้มแข็งที่จะส่งเสริมการเคารพศีลธรรม ซึ่งเป็นข้อตกลงว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขระหว่างมนุษย์ด้วยกันและเปิดพื้นที่ให้สังคมได้มีโอกาสก้าวสู่การมีชีวิตร่วมกัน รวมถึงป้องกันไม่ให้บุคคลประพฤติผิดไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน วิธีการนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะพาประเทศชาติหลุดจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้

 อาจเป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงที่ว่า “ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา สังคมไทยจะพินาศ” เพราะฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศชัดเจนว่าการชุมนุม 10 ธันวาคม ภายใต้แนวคิด “รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยของไทย” จะมีขึ้นอย่างแน่นอน

 แม้หลายฝ่ายจะมองว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงหยุดพักหายใจ ในช่วงที่คนไทยกำลังมีความสุขอยู่ก็ตาม  ข้อนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ผู้ชุมนุมนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อระดมพลในครั้งนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ระบอบชุมนุม” ในสังคมไทย ยังคงทอดยาวไปถึงกลางปีหน้าก็อาจเป็นได้

 ไม่ว่าอีกฝ่ายจะปรารถนาการชุมนุมที่เกิดขึ้นหรือไม่ “ระบอบชุมนุม” ก็ยังคงจะมีต่อไป อย่างน้อยก็จนกว่าผลประโยชน์มหาศาลที่กองอยู่ตรงหน้าจะอยู่ในระดับที่อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับได้

 ประสิทธิชัย  ชัชวาลย์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม