ข่าว

อภิสิทธิ์ชมมอเตอร์เอ็กซ์โปร์เมืองทองพริตตี้กรี๊ด

อภิสิทธิ์ชมมอเตอร์เอ็กซ์โปร์เมืองทองพริตตี้กรี๊ด

11 ธ.ค. 2552

"อภิสิทธิ์"ชมงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร์ ย้ำอุตสาหกรรมรถยนต์มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจปท.

 (11ธ.ค.)  เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ " ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานไทย" ระหว่างงานแสดงรถยนต์ มอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 26 และจากนั้นนายกฯได้เดิมชมบูธของค่ายรถยนต์ต่างๆโดยมีผู้บริหารค่ายรถให้การต้อนรับ

 นายกฯ กล่าวปาฐกถาว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เกี่ยวโยงกับตลาดและเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็กระทบต่อความต้องการสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย ทำให้เจ้าของกิจการ ผู้ที่ทำงาน และคนที่เกี่ยวข้องเกิดความยากลำบากใจการประกอบธุรกิจ เห็นได้จากตลอด 7 - 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงถึงร้อยละ 20 - 30 แล้วแต่ประเภทของสินค้า

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แนวทางในการฟื้นตัวเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีความชัดเจน ทั้งแผนการประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดวิกฤตแรงที่สุด ตามด้วยการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ทำให้ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกจากติดลบ 7.1 เหลือติดลบ 2.8 ในไตรมาสที่สาม และมีการประเมินกันว่าจีดีพีไทยในปีหน้าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3 - 4 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่มีความแข็งแกร่งพอสมควร แต่ก็ยังมีจุดเปราะบางหลายๆจุด ทั้งราคาน้ำมัน การว่างงาน ค่าเงิน รวมถึงการปัญหาของระบบการเงินในบางประเทศที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ตนทราบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มกลับมามีการสนับสนุนจากบริษัทแม่ชัดเจนมากขึ้น คำสั่งซื้อทั้งชิ้นส่วนอะไหล่ก็มีมากขึ้น มีการเรียกพนักงานกลับมาทำงาน เครื่องจักรการผลิตเริ่มเดินอีกครั้ง เป็นนิมิตหมายที่ดี และเท่าที่สอบถาม จำนวนผู้เข้าชนและจองซื้อรถยนต์ในงานนี้ก็ค่อนข้างสูง ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีจะทำให้เกิดความมั่นใจ ทั้งนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่เคยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มองไปข้างหน้าเพื่อให้บ้านเมืองเราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวเศรษฐกิจโดยหวังพึ่งการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเดียว ไม่มีทางยั่งยืนได้ การฟื้นตัวเศรษฐกิจจะต้องเกิดขึ้นโดยการใช้จ่ายภาคเอกชน การบริโภค รวมถึงการลงทุน ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลวางไว้ต้องการเห็นแนวโน้มนี้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในหลายเวที ตนมักพูดเสมอว่ามี 2 ภาคที่เรายังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ 1. ภาคการเกษตร 2. ภาคบริการ ซึ่งภาคการเกษตร เราเป็นไม่กี่ประเทศที่สามารถส่งออกอาหาร ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร แต่ประสิทธิภาพของเรายังต่ำ ดังนั้นรัฐบาลจะพยายามแก้ไขเพื่อให้สามารถเป็นภาคการผลิตที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ เมื่อใดก็ตามที่ภาคการเกษตรแข็งแรงก็เหมือนว่ากำลังซื้อของประเทศจะเข้มแข็งไปด้วย ดังนั้นจึงไม่อยากให้มองข้ามไป สำหรับภาคบริการก็เป็นจุดแข็งที่เรามีอยู่ การกระตุ้นให้เติบโตขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจของเราสามารถเติบโตได้โดยไม่สร้างภาระให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากเกินไป

 “อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมก็มีความสำคัญ ซึ่งผมยืนยันว่าทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับการท้าทาย เนื่องจากเรามีประเทศคู่แข่งที่ได้เปรียบประเทศไทยในแง่ของต้นทุน แต่การที่เรามีคู่แข่งที่ต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมของเราแข่งขันไม่ได้ แต่เราจะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่ พร้อมกับต้องปรับตัวเข้ากับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า จุดแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คือ การที่เราได้สร้างฐานการผลิตที่ใหญ่ต่ออย่างต่อเนื่อง นับแต่ปี 2500 และเติบโตเป็นลำดับ ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการวางแผนส่งเสริมการลงทุน แม้จะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องสร้างรถ ยี่ห้อของตัวเอง แต่วางฐานการผลิตรถยนต์จากทุกค่าย และทุกภูมิภาค และจะเห็นได้ว่าตลอด 20 - 30 ปีที่ผ่านมา ฐานการผลิตมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 1 ล้านต่อปี และมีกาคคาดการณ์ว่า 2 - 3 ปีจะกลายเป็น 2 ล้านคัน และอีกภาคใน 5 - 6 ปีจะเป็น 2.5 ล้านคน ซึ่งอาจจะทำให้เราเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับที่สิบของโลก

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนปัจจุบันก็จะมีการส่งเสริมให้เชื่อมโยงกับอนาคต เช่น นโยบาย เรื่องการประหยัดพลังงาน ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยรวม แต่ทิศทางเหล่านี้ยังอยู่ในแผนแม่บท 2550 ท่านทั่งหลายก็น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง การซื้อขายรถยนต์จากผู้บริโภคเอง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน ทำให้การผลิตรถยนต์ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและการประหยัดน้ำมันมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงคู่แข่งขันที่มีความสำคัญ เช่น จีน อินเดีย ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภาคเอกชนกับรัฐต้องทำความเข้าใจกันตลอด เพื่อหาการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อที่จะขยายฐานการผลิตในประเทศได้ ภาครัฐส่งเสริมฐานการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนระมัดระวังคือนโยบายที่รองรับการเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่ผันผวนจนเกิดความไม่แน่นอนจนกระทบกับการตัดสินใจ

 นายกฯ กล่าวว่า ส่วนนโยบายด้านพลังงานก็ต้องสอดรับกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะประชาชน เริ่มตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อน ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้รัฐบาลต้องมีแผนงานชัดเจนด้านพลังงาน คือ แผนด้านพลังงาน 15 ปี โดยกำหนดเป้าหมายว่า จะต้องใช้พลังงานทดแทน จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 20 ใน 2565 ซึ่งตนคิดว่าน่าจะสามารถทำได้ โดยการดำเนินการขั้นแรก 3 - 4 ปีข้างหน้า จะใช้เทคโนโลยีที่ยอมรับกันแล้ว เช่น เอทานอล ก๊าซชีวภาพ หลังจากนั้นจะเริ่มส่งเสริมพลังงานทดแทน และสร้างต้นแบบพลังงานทดแทนใหม่ๆขึ้นมา ส่วนระยะยาว ขั้นสุดท้าย คือการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

 “อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องพร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกัน เพราะภาครัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน ส่วนภาคเอกชนเป็นฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับประชาชนที่เป็นผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้ สัญญาณที่ส่งออกไปจะต้องไปในทางเดียวกันเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเตรียมการรับมือกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่จะมีผลใน 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งกฎ กติกา ที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบในอนาคตด้วย ” นายกฯ กล่าว