ข่าว

ดีเอสไอจับแกงค์ปลอมพาสปอร์ตรายใหญ่

ดีเอสไอจับแกงค์ปลอมพาสปอร์ตรายใหญ่

11 ธ.ค. 2552

ดีเอสไอจับเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ ปลอมพาสปอร์ตรายใหญ่พร้อมของกลางกว่า 400 เล่ม พบผู้ร่วมขบวนการเป็นสมาชิกกลุ่มพยัคทมิฬ เล็งขยายผลไปสู่เครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 11 ธ.ค. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดร.แอนเดรีย ไวทาโรเน่ DR.ANDREA VITALONE เจ้าหน้าที่ประสานงานตำรวจของสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และนายไจมี ฟา MR. JAIME FA เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยทูตฝ่ายความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย ประจำสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทำหนังสือเดินทางปลอมเพื่อสนับสนุนการกระทำความผิดขององค์กรอาชญากรข้ามชาติ

 พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุก่อวินาศกรรมในประเทศสเปน ดีเอสไอได้รับแจ้งจากตำรวจสเปน ถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมปลอมแปลงหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญของต่างประเทศ ซึ่งจากการสืบสวนของตำรวจประเทศสเปน พบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดได้รับการสนับสนุนโดยจัดหาหนังสือเดินทางและเอกสารปลอมจากกลุ่มปลอมแปลงเอกสารที่มีเครือข่ายในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เชื่อมโยงกับกลุ่มปลอมแปลงเอกสารในประเทศไทย โดยผู้ต้องหาปลอมพาสปอตซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายที่จับกุมได้ในสเปนมีภรรยาเป็นคนไทย ดีเอสไอจึงเร่งสืบสวนและเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติให้เป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา

 พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวอีกว่า การสอบสวนของดีเอสไอซึ่งปฏิบัติการร่วมกับหน่วยข่าวทางทหาร นำไปสู่การขอออกหมายจับผู้ต้องหา และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา คือ น.ส.อรวรรณ ลิ้มประเสริฐ อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นตัวการนำเข้าหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญปลอมจากต่างประเทศ เพื่อจำหน่าย โดยได้ยึดของกลาง เป็นแผ่นหน้าข้อมูลบุคคลของหนังสือเดินทางประเทศอังกฤษปลอม จำนวน 40 รายการ ซึ่งพฤติการณ์ของผู้ต้องหารายนี้จะเปิดเมลล์บ็อกไว้ในห้างสรรพสินค้ากลางเมือง และใช้เมลล์บ็อกเป็นช่องทางในการรับส่งไปรษณีย์ซึ่งภายในบรรจุพาสปอร์ตที่ขโมยมาจากชาวต่างชาติ โดยเป้าหมายจะเน้นเป็นผู้ชายอายุ 25-35 ปี ในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งสามารถใช้พาสปอร์ตเดินทางเข้าออกได้ในหลายประเทศ เมื่อพาสปอร์ตถูกส่งเข้ามาทำปลอมในประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนรูปและสอดแทรกกระดาษปลอมบางหน้า ทำให้รูปเล่มพาสปอร์ตเหมือนจริงมาก ยากต่อการตรวจสอบ โดยราคาขายในตลาดมืดเฉลี่ยเล่มละ 10,000 เหรียญสหรัฐ

 รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอยังได้สอบสวนขยายผล จนสามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้อีก 5 ราย ได้แก่ นายอาซาด ซาอิด กียานี่ อายุ 33 ปี สัญชาติปากีสถาน ผู้จำหน่ายหนังสือเดินทางปลอม นางเนาวรัตน์ คิยานิ อายุ 43 ปี เป็นผู้ช่วยจำหน่าย นายอาแว หรือ แก้ว อายุ 38 ปี ชาวโรฮิงยา เป็นตัวการผู้ผลิตหนังสือเดินทางปลอมรายใหญ่ น.ส.วิไลพร นิลแนบแก้ว อายุ 28 ปี เป็นผู้ช่วยผลิตหนังสือเดินทางปลอม และนายพอนนูดูไร ซิทซาเบซาน หรือ ซาบี อายุ 35 ปี เป็นสมาชิกกลุ่มพยัคทมิฬอีแลม (LTTE) เป็นผู้จำหน่ายหนังสือเดินทางปลอม พร้อมยึดของกลางเป็นหนังสือเดินทางปลอมประเทศอังกฤษ , ประเทศเบลเยี่ยม , ประเทศฝรั่งเศส และเอกสารปลอมอื่นๆ รวมจำนวนกว่า 300 รายการ และขณะนี้ผู้ต้องหา อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

นอกจากนี้ดีเอสไอยังประสานกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) เพื่อจับกุม Mr. Ahoor Rambarak Fathi อายุ 45 ปี สัญชาติอังกฤษ มีและใช้หนังสือเดินทางปลอมและ Mrs.Masobukwe Moiseng Patricia Segage อายุ 45 ปี สัญชาติสวีเดน ทั้ง 2 ได้ลักลอบนำหนังสือเดินทางต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาเพื่อจำหน่าย เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางเป็น หนังสือเดินทางประเทศอังกฤษ , สเปน , ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิสราเอล , รัสเซีย , นอร์เวย์ และอื่นๆ จำนวน 104 เล่ม ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินคดีและขยายผลการสืบสวนไปยังเครือข่ายต่อไป

 พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวต่อไปว่า การสืบสวนอย่างต่อเนื่องนานกว่า 7 เดือน ดีเอสไอได้จับขบวนการปลอมแปลงพาสปอร์ตในประเทศไทยได้ครบทั้งหมด ขั้นตอนต่อไปคือการขยายผลถึงนายทุนและตัวการใหญ่ในการจัดหาพาสปอร์ตจริงส่งมาให้ทำปลอม เพราะยังมีข้อสงสัยว่าเจ้าของพาสปอร์ตฉบับจริงรู้เห็นกับการกระทำความผิดหรือไม่