ข่าว

นักวิชาการจวกรธน.50ลิดรอนอำนาจปชช.

นักวิชาการจวกรธน.50ลิดรอนอำนาจปชช.

10 ธ.ค. 2552

นักวิชาการจวกรธน. 50 ลิดรอนอำนาจปชช.ไม่ยึดหลักรัฐธรรมนูญนิยม หวั่นไม่จัดอำนาจรัฐใหม่ รัฐประหารมาแน่ ด้าน “จาตุรนต์” ชี้สังคมไทยไม่เปลี่ยนผ่าน ปท.ล้าหลัง-ถอยหลังแน่ ยึดหลักรัฐธรรมนูญนิยมแต่ต้องอาศัยทุกฝ่ายสนับสนุนอย่างจริงจัง เชื่อว่าคนไทยมีขีดความสามารถเพ

(10ธ.ค.) เวลา 09.30 น. ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเสวนาวิชาการ “รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย” โดยนายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกไม่ภาคภูมิใจกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เลย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยกร่างภายใต้สมมุติฐานเพื่อทำลายล้างกันทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้จะยกร่างภายใต้หลักรัฐธรรมนูญนิยมคือถือหลักว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่หากดูความเป็นจริง จะพูดได้เลยว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดจริงเพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มีการร่างแล้วฉีกแบบนี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการยับยั้งจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นอกจากนี้ในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจหากดูลึกๆ หลักการแบ่งแยกอำนาจไมได้ถูกยกร่างขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญนิยม ที่มีการแบ่งแยกฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลากการออกจากกันอย่างชัดเจน แต่รัฐธรรมนูญปี 50 ให้ตุลาการเข้ามามีอำนาจหน้าที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการให้ตุลาการเข้ามาคัดสรรองค์กรอิสระ จนเหมือนมีนัยยะสำคัญ ซึ่งหากองค์กรตุลาการวางหน้าที่ไม่ดี บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นตัวทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการเอง จึงอยากถามว่าหากมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเห็นว่าไม่จำเป็นต้องยกร่างตามรัฐธรรมนูญนิยมท่านจะทำอย่างไร เพราะหลักการของรัฐธรรมนูญนิยมคือการจำกัดอำนาจของฝ่ายการเมือง ซึ่งขณะนี้ก็มีบางกลุ่มที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องนำแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมไปยกร่างรัฐธรรมนูญไทย แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไร ขอให้ทุกฝ่ายกลับไปคิดด้วย


 นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นับแต่พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน การเมืองไทยยังมีปัญหา 3 เรื่อง คือรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองและสถาบันทหาร ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้าพ.ศ. 2475 ผู้นำทหารยุคนั้นต้องการให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อตัวขับเคลื่อน แต่เมื่อมีการยึดอำนาจ กลับไม่มีการบันทึกว่าทหารจะเอาอย่างไร แต่หลัง พ.ศ. 2575 เราเห็นแต่ความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาทหารกับการเมืองถูกทิ้งไว้ และทำให้เราเจอปัญหารัฐประหารอยู่หลายครั้ง ดังนั้นวันนี้หากต้องการการขับเคลื่อน ต้องการการเมืองใหม่ของการเมืองไทย เราต้องการสร้างกระบวนการจัดอำนาจรัฐใหม่ ซึ่งหากไม่จัดอำนาจรัฐใหม่เราก็จะเจอรัฐประหารแน่ และหากเศรษฐกิจปี 53 ยังไม่ฟื้นยังดิ่งลง การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร เพราะวันนี้การเมืองไทยยังอยู่ในวังวนเดิม

 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตลอด 70 กว่าปีนี้สังคมไทยไม่ได้ยึดถือหรือปฏิบัติตามแนวรัฐธรรมนูญนิยม เพราะรัฐธรรมนูญไทยนั้นไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญรองลงมาเป็นอันดับสอง ส่วนกฎหมายสูงสุดคือคำสั่งของคณะรัฐประหาร ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นแค่เครื่องมือที่แสดงให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศนี้ขอเป็นประชาธิปไตยด้วยเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญกับกลายเป็นเครื่องมือที่คอยลิดรอนอำนาจของประชาชนเสียเอง ทั้งที่หลักใหญ่ของรัฐธรรมนูญต้องให้สิทธิ์และอำนาจกับประชาชน สุดท้ายจึงมีความคิดที่ว่า แบบนี้ก็ล้มอำนาจรัฐดีกว่า เพื่อเอาอำนาจให้กับประชาชน แล้วมันก็จบลงที่การปฏิวัติ

 นายจาตุรนต์ กล่าวว่า สิ่งที่เราจะเผชิญในวันข้างหน้า ซึ่งอีกไม่นาน ไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะมีการยึดอำนาจหรือไม่ แต่หมายถึงวิกฤตความรุนแรงความขัดแย้งที่อาจเสียหายมากกว่าการยึดอำนาจการรัฐประหาร เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตย บิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญนิยม ประชาชนจะไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตนเองเห็นชอบได้เลย ในระบบแบบนี้การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นก็เป็นไปไม่ได้ มีแต่เลวลง เพราะผู้มีอำนาจจริงๆไม่ต้องถูกตรวจสอบ เพราะผู้บริหารและผู้ตรวจสอบเป็นกลุ่มเดียวกัน

ซึ่งจะทำให้ประเทศล้าหลังและสังคมจะเสื่อมลง และมีการแบ่งฝ่ายของประชาชนที่ชัดเจน ซึ่งหากไม่ปลูกฝังประชาธิปไตยจริงๆ สังคมไทยก็จะถอยหลังและล้าหลัง เกิดการเผชิญหน้ากันเรื่อยๆ แล้วแนวโน้มรัฐประหารก็จะเกิดขึ้น ซึ่งสังคมไทยกำลังแข่งกับเวลา หากเราปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ประเทศก็จะก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ไปได้ แต่หากไม่ก้าวข้าม รัฐประหารก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากสังคมไทยเข้าใจจริงจังไม่ถูกปลุกให้รักษาสังคมแบบนี้ไว้ เชื่อว่าคนไทยมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีนิติรัฐนิติธรรม โดยสันติวิธีได้ แต่ต้องอาศัยทุกฝ่ายสนับสนุนอย่างจริงจัง