
กฟผ.เปิดแถลงข่าวคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะยันไม่อุทธรณ์
เรื่องเงินค่าสินไหมที่จะให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ขณะที่เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะเตรียมอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาค่าเสียหายให้เหมาะสมอีกครั้ง ส่วนคดีมาบตาพุดยังไม่จบ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจี้ปลดอธิบดีมลพิษ ลั่นหากอุทธรณ์คดีจะแบกคำพิพากษาเดินเท้าจากระยองเข้ากรุงเทพฯ ไปให้นายกรัฐมนตรีดู
ภายหลังศาลปกครองมีคำพิพากษาคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ พร้อมมีคำสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ 131 ราย โดย 91 ราย จะได้รับเงินค่าชดเชยจำนวน 246,900 บาท ส่วนที่เหลือได้รับค่าชดเชยจำนวน 1-2 หมื่นบาท ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มีนามคม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ประชาชนตามคำสั่งศาลปกครองว่า รู้สึกเห็นใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ และไม่อยากให้ กฟผ.ยื่นเรื่องอุทธรณ์ เพราะการใช้เงินเยียวยาประมาณ 20-30 ล้านบาท เชื่อว่า กฟผ.จะรับภาระนี้ได้ แต่คงต้องหารือในรายละเอียดกับฝ่ายบริหารของ กฟผ.อีกครั้งก่อน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องอดีตนานมาแล้ว แต่ปัจจุบันมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันมลพิษแล้ว ส่วนปัญหาที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งระบบหรือไม่ คงต้องประชุมสรุปรายละเอียดอีกครั้ง แต่ยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายป้องกันมลพิษ
กฟผ.ไม่อุทธรณ์ชดใช้สินไหม
นายวิรัช กาญจนพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการพิจารณาเบื้องต้น กฟผ.จะไม่อุทธรณ์คดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี โดยน้อมรับในคำพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ที่วินิจฉัยว่า ระหว่างปี 2535-2541 การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ส่งผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดี แต่หลังจากปี 2541 เป็นต้นมาโรงไฟฟ้าไม่ได้ปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอีกแล้ว พร้อมทั้งเตรียมดำเนินการในขั้นตอนของการชดใช้ค่าสินไหมตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ต่อไป
นายวิรัชกล่าวต่อว่า ส่วนคดีกลุ่มเหมืองแม่เมาะ กฟผ.จะปรึกษากับอัยการผู้รับมอบอำนาจแก้ต่างคดีให้ กฟผ.อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนของคำพิพากษา ที่สั่งให้ กฟผ.ปฏิบัติในกรณีที่เกี่ยวกับมาตรการแนบท้ายประทานบัตรเหมืองได้อย่างครบถ้วนถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
เหยื่อแม่เมาะเตรียมอุทธรณ์ต่อ
นางมะลิวัลย์ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวว่า หลังจากศาลปกครองพิพากษาคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยให้ กฟผ.จ่ายค่าเสียหายชดเชยจำนวน 131 ราย ในจำนวนนี้จะได้รับเงินค่าชดเชยรายละ 246,900 บาท เพียง 91 ราย ส่วนที่เหลือได้รับ 1-2 หมื่นบาท ซึ่งชาวบ้านกลุ่มนี้เห็นว่า ค่าชดเชยไม่เพียงพอต่อการเยียวยา ทั้งที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพไม่น้อยไปกว่ากัน และที่ผ่านมายังต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรังสูงกว่า 1 หมื่นบาทหลายเท่า ดังนั้นจึงเตรียมอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาค่าเสียหายให้เหมาะสมอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังจะอุทธรณ์ในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้รับค่าเสียหาย เนื่องจากศาลปกครองเชียงใหม่สั่งให้จ่ายเงินชดเชยทั้งหมด 131 ราย แต่ผู้เสียหายทั้งหมดมีถึง 477 ราย โดยในส่วนที่เหลือศาลวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีกลุ่มนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีลักษณะอาการเจ็บป่วยอย่างไร เป็นระยะเวลานานหรือไม่ และมีสาเหตุจากอะไร ซึ่งความจริงแล้วชาวบ้านเหล่านี้ต้องได้รับผลกระทบไม่เหมือนกับคนอื่นๆ และทั้งหมดยังเป็นเครือญาติที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ที่ได้รับเงินชดเชย เพียงแต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ ทำให้ไม่มีการเก็บข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล จนไม่สามารถพิสูจน์ความเจ็บป่วยต่อศาลได้
เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะกล่าวว่า จะเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เข้ามาดูแลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เนื่องจากกองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกลับไม่เคยเข้าถึงกองทุนดังกล่าว ทั้งที่มีสิทธิอย่างถูกต้อง หาก กฟผ.จะอุทธรณ์ก็พร้อมจะต่อสู้จนคดีถึงที่สุด แต่อยากขอร้องไม่ให้อุทธรณ์ เพราะการอุทธรณ์จะต้องใช้เวลาอีกหลายปี ชาวบ้านที่มีสิทธิได้รับเงินบางรายอาจเสียชีวิตก่อนได้รับเงินส่วนนี้ จึงเรียกร้อง กฟผ.อย่าใช้ชีวิตชาวบ้านเป็นตัวประกันหรือเดิมพัน
เรียกร้องให้ปลดอธิบดีมลพิษ
ความคืบภายหลังศาลปกครองจังหวัดระยองมีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมกำหนดให้เขตพื้นที่เทศบาลมาบตาพุดทั้งเทศบาล รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอีก 4 ตำบล ในเขต อ.เมือง และ อ.บ้านฉาง เป็นเขตควบคุมมลพิษ วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดแถลงข่าวสื่อมวลชน หลังจากนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในฐานะเลขาฯ คณะทำงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวยืนยันจะยื่นอุทธรณ์ หลังจากศาลปกครองจังหวัดระยองมีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมกำหนดให้เขตพื้นที่เทศบาลมาบตาพุด รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ เนื่องจากเป็นระเบียบ เพราะเกิดความเสียหายแก่รัฐว่า การอุทธรณ์เป็นการประวิงเวลา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งการประกาศเขตควบคุมมลพิษมิได้หมายความว่า รัฐบาลต้องเสียงบประมาณ หรือจะเกิดความเสียหายแต่อย่างใด แต่เรื่องนี้กลับทำให้รัฐบาลกระจายอำนาจ ทำให้ประชาชน จ.ระยอง มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
"สิ่งที่นายสุพัฒน์พูดเป็นการพูดที่ไม่เข้าใจ กำลังหลงผิดประเด็น เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ต้องเป็นผู้ควบคุมมลพิษ และเป็นอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แต่พยายามทำตัวเหมือนอธิบดีที่เกี่ยวข้องดูแลมลพิษ หรืออธิบดีกรมสะสมมลพิษ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาความไม่เหมาะสมในตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และให้ปลด หรือให้ตรวจสอบวินัยอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้พร้อมจะยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนายสุพัฒน์โดยด่วน คาดว่าจะไปยื่นหนังสือในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม" นายสุทธิกล่าว
ลั่นดื้อแพ่งเดินเท้าไปหานายกฯ
นายสุทธิกล่าวอีกว่า ชาวระยองได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ศาลได้ประทับรับฟ้องและอ่านคำพิจารณา เป็นบทพิสูจน์แล้วว่ามีมลพิษเกิดขึ้นจริง พี่น้องประชาชนได้รับปัญหาจริง หากรัฐบาลยังไม่เข้าใจ และยืนยันจะอุทธรณ์ กลุ่มเครือข่ายและชาวระยองจะเดินเท้าแบกคำพิพากษาไปให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เห็นว่า ชาวระยองต้องการและอยากเห็นการประกาศเขตควบคุมมลพิษ นำไปสู่การดูแล ลด และขจัดมลพิษ อย่างเป็นระบบ
นายสุทธิกล่าวสรุปว่า แผนลดและขจัดมลพิษที่อยากจะเห็น 1.ต้องโอนโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดใน จ.ระยอง มาจดทะเบียนที่ จ.ระยองให้หมด ภาษีจะได้ตกอยู่กับพี่น้องชาวระยอง 2.ต้องเอาชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานออกจากพื้นที่นั้นให้หมด แล้วนำพื้นที่นั้นทำเป็นแนวกันชน (บัฟเฟอร์โซน) ปลูกต้นไม้ต้องของบประมาณมาเวนคืนที่ดินชาวบ้าน ชดใช้เงินตามความเป็นจริง 3.สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษอย่างเป็นระบบ
ปตท.หวั่นเรื่องมาบตาพุดกระทบ
ด้านความคืบภายหลังศาลปกครองจังหวัดระยองมีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม กำหนดให้เขตพื้นที่เทศบาลมาบตาพุดทั้งเทศบาล รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอีก 4 ตำบล ในเขต อ.เมือง และ อ.บ้านฉาง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ปรากฏว่าได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี วันเดียวกัน ดร.ปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บมจ.ปตท.ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ตรงประเด็น" ทางเนชั่นเรดิโอ เอฟเอ็ม 102 ว่า ที่ผ่านมาโครงการลงทุนของ ปตท.ในพื้นที่ดังกล่าว ปตท.ดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพราะก่อนจะได้รับใบอนุญาตจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ได้ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
"ปตท.มั่นใจว่า โครงการที่ทำไปแล้วเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ส่วนโครงการลงทุนใหม่ของ ปตท.นั้น จะต้องมาพิจารณาต่อไปว่า การประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น จะมีมาตรการใดๆ ออกมาเพิ่มเติม ทำให้กระทบต่อแผนการลงทุนของ ปตท.หรือไม่ โดยที่ผ่านมา แต่ละโรงงานของ ปตท.ได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะเป็นโรงงานขนาดเวิลด์สเกล ยกเว้นแต่ว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่จะออกมาใหม่ จะเป็นมาตรฐานที่ผิดจากสากลไปมาก ที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น" ดร.ปรัชญา กล่าว
ดร.ปรัชญากล่าวต่อว่า อยากให้มองในภาพใหญ่ว่าโครงการลงทุนในมาบตาพุดทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก ถ้าไม่มีโครงการลงทุนในมาบตาพุด ภาพของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่การทำให้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ดีขึ้นก็ควรมีมาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องมาหารือกันเพื่อหาความสมดุล โดย 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในมาบตาพุดได้ดำเนินการตามแผนลดมลพิษ โดยลงขันกันลงทุนเป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาทไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งสามารถลดมลพิษไปได้ในระดับหนึ่ง



