
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในฉายา
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในฉายา คอลัมน์... วงในวงนอก โดย... อสนีบาต aussaneebard @ hotmail.com
ไม่ว่าจะเป็น “รัฐบาลเชียงกง” ไม่ว่าจะเป็นฉายาเฉพาะตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็น “อิเหนาเมาหมัด”
อ่านข่าว... รัฐเชียงกง สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาล-บิ๊กตู่ อิเหนา เมาหมัด
หรือในบรรดานักการเมืองชั้นนำ เท่าที่จำความได้ อย่าง ชวน หลีกภัย ผู้ได้ฉายาชนิดที่คอการเมืองจดจำกันมาถึงทุกวันนี้อย่าง “ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ไปถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีฉายาแต่ละปีแตกต่างกันไป อย่างเช่น “เศรษฐีเหลิงลม” , “ เทวดา” , “ผู้นำจานด่วน” , “พ่อมดมนต์เสื่อม”
เหล่านี้ ล้วนผ่านการขบคิด นำมาอภิปรายในที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ให้ออกมาเป็นฉายารัฐบาล ฉายานายกฯ รวมไปถึงวาทะแห่งปี
เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อต้องการสะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาล สะท้อนถึงบุคลิกลักษณะของข้าราชการการเมืองที่เข้ามาสู่อำนาจในการบริหารประเทศในรอบปีที่ผ่านมา เพราะสื่อมวลชนทำเนียบถือได้ว่าติดตามการทำงานของนักการเมืองเหล่านี้อย่างใกล้ชิดที่สุด
แน่นอนเมื่อฉายาถูกเผยแพร่ออกไปย่อมมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกับบุคคลที่ถูกตั้งฉายาซึ่งถูกเปรียบเปรยในเชิงไม่โสภาสถาพรสักเท่าไรนัก ดูจะไม่มีอารมณ์ขัน หรือไม่ตลกด้วยกับสื่อมวลชน
เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ได้รับเกียรติระดับสองเด้ง ทั้งฉายา "รัฐบาลเชียงกง” ราวกับอะไหล่รถยนต์มือสอง นำมาประกอบร่างขับเคลื่อนไปข้างหน้า ตามมาด้วย ความเป็นตัวตนให้เป็น “อิเหนาเมาหมัด” โดยที่สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลให้ความหมายว่า นำมาจาก “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” แทนที่จะเป็นผู้นำในยุคสรรหาสิ่งใหม่ สร้างการปฏิรูปประเทศ แต่สุดท้าย ก็เป็นผู้นำพึ่งพาบุคคลหน้าเดิมทางการเมือง เต็มไปด้วยข้อครหานินทา มาร่วมกันบริหารประเทศ อะไรทำนองนั้นล่ะท่าน
แต่อย่างว่า ความขุ่นเคืองสื่อมวลชนทำเนียบก็ไม่ใช่จะผูกใจเจ็บไปตลอด
อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ครั้นขึ้นวันใหม่ “ลุงตู่” กลับมาจ๊ะจ๋าน้องๆ นักข่าวเช่นเดิม หรือแม้แต่วานนี้ในการลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ยังเล่าถึงการได้รับฉายาในทำนองขบขัน ด้วยการแซวสื่อกลับขอให้ สื่อมวลชนปวดท้องกันบ้าง
ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งความสรวลเสเฮฮา หรือสร้างความสะใจให้แก่ฝ่ายตรงข้าม แต่ทว่าก็ไม่ควรมองข้ามการนำฉายานั้นไปคิดทบทวนหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องได้รับฉายาเช่นนั้น
…อสนีบาต…สดับตรับฟังการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ภายหลังการประชุมครม. กล่าวถึงการได้รับฉายารัฐบาล ประหนึ่งคล้อยหลังวันได้รับฉายา “ลุงตู่” นำกลับไปคิดใหม่ และออกมาให้ความเห็นในทำนองยอมรับความเป็น “รัฐบาลเชียงกง”
“ถ้าประชาชนเลือกมา ผมก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก ไม่สามารถจะทำอย่างอื่นได้ ผมต้องบริหารงานให้ได้ ด้วยวิธีการทำให้เขาเข้าใจการทำงานของรัฐบาล ถ้าบอกว่าอยากให้คนใหม่เข้ามา ต้องไปดูว่าคนใหม่นั้นเป็นอย่างไร เขามาแล้วจะทำอะไรบ้าง ทำได้หรือเปล่า บ้านเมืองจะเสียหายหรือเปล่า ผมอาจมองในมุมของความมั่นคงด้วย ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างอยู่คู่กับประชาชนคนไทยไปตราบนานเท่านาน” พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังประชุมครม. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม
อีกสิ่งหนึ่งที่ดูจะถูกมองข้ามเช่นกัน คือ คำอธิบายของสื่อมวลชนในการตัดสินใจตั้งฉายา หลังเว้นว่างมานาน ตรงนี้เหมือนไม่มีใครพูดถึง แต่กลับหยิบจับเฉพาะฉายาเอาไปเป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง
คำบรรยายของสื่อทำเนียบ ที่ระบุว่า “…แต่ด้วยประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย และมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้ว่างเว้นไม่ได้ตั้งฉายามา 6 ปี ดังนั้นในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ประชุมและมีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และวาทะแห่งปี ประจำปี 2562"
พอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า แม้แต่สื่อมวลชนทำเนียบยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้ได้กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้ง มีเสรีภาพของการแสดงความคิดความเห็นกลับมาแล้ว จึงเป็นเรื่องสมควรในการตั้งฉายาในปีนี้
อดแปลกใจไม่ได้ครับ ขณะที่สื่อมวลชนยังยอมรับมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่กลับมีถ้อยคำด่ากราดของนักการเมืองยุคเก่าและยุคใหม่คงเดินสายเรียกร้องแก้รธน. ประกาศโครมๆ แถวลานสกายวอล์ก “ ประชาธิปไตยจงเจริญ เผด็จการออกไป” กลุ่มคนเหล่านี้ แหกปากตะโกนไล่เผด็จการประเทศไหนกันหรือ !?!
นี่ล่ะ เป็นเพียงความพยายามสร้างวาทกรรม ความเชื่อ ฝังเข้าไปในสมองประชาชนให้เกิดความเกลียดชังแบ่งฝ่าย เท่านั้นเอง



