
สิทธิชุมชนจากฝั่งซ้าย
ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่อง "สิทธิชุมชน" กับ "การพัฒนาทางเศรษฐกิจ" ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีทัศนะและจุดยืน บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
ผมมี "บทเรียน" จากเพื่อนบ้านมาฝาก อันสะท้อนให้เห็นการพัฒนาประเทศ ที่ต้องแลกกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการสูญเสีย "จิตวิญญาณ" ของชาวบ้านที่ประเมินค่ามิได้
ปกติผมเป็นสมาชิก "วารสารลานคำ" (รายไตรมาส) ของ "เอื้อยใหญ่" ดวงเดือน บุนยาวง (ลูกสาวมหาสิลา วีระวงศ์ มหาปราชญ์ชาวลาว) สื่อน้ำดีมีคุณภาพของสาธารณรัฐฝั่งซ้าย
ฉบับใหม่ล่าสุด ส่งตรงมาจากเวียงจันทน์ มีเรื่องจากปกที่น่าสนใจ เพราะทีมงานวารสารลานคำได้บุกเข้าไปสัมผัส "ชีวิตใหม่ในโครงการน้ำเทิน 2" ณ แดนภูดอย แขวงคำม่วน
โครงการน้ำเทิน 2 เป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาลลาว ที่จะพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น "หม้อไฟแห่งเอเชีย" (ประมาณว่าเวลานี้มีเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว 11 แห่ง)
รัฐบาลไทยจะรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว 7,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2015 และที่ได้ตกลงราคาซื้อขายร่วมกันไปแล้ว คือโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โดยจะเริ่มส่งกระแสไฟฟ้าในปริมาณ 997 เมกะวัตต์ให้ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2009 เป็นต้นไป
ทีมงานวารสารลานคำ นำโดย "เอื้อยดวงเดือน" ได้รายงานว่า มีชาวบ้าน 12 หมู่บ้าน จำนวน 1,312 ครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ภายใต้การบริหารของโครงการน้ำเทิน 2
จากการดำเนินชีวิตตามประสา "ชาวภูดอย" ที่กระจายตัวอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ต้องมาอยู่รวมกันในชุมชนที่มีบ้านเรือนแบบเดียวกันคือ บ้านยกพื้น หลังคามุงสังกะสีแทนมุงใบค้อ ใช้เสาปูนแทนเสาไม้
นอกจากบ้านหลังใหม่ ทางโครงการยังจัดหาโรงเรียน สถานีอนามัย หรือ "สุกสาลา" และโรงหมอขนาดกลางไว้บริการประชาชน
ทางโครงการจัดสรรที่ดินปลูกผักพืชสวนครัวให้แต่ละครอบครัว 0.66 เฮกตาร์ และหาเรือให้ชาวบ้านยึดอาชีพจับปลาในอ่างเก็บน้ำ
แต่ชาวบ้านทำสวนก็ไม่พอกิน และหาปลามาได้ก็ไม่มีใครมารับซื้อ จึงต้องพึ่งพา "เงินรัฐ เงินโครงการ" เพราะชีวิตใหม่ต้องมีรายจ่าย ไม่เหมือนสมัยอยู่บ้านเก่าที่ดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก
ที่เหมือนกันคือ ทุกบ้านติดตั้งจานดาวเทียม เพราะเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้รับชม "โทละพาบ" ได้เช่นเดียวกับคนลาวในที่ราบลุ่ม
ขณะพ่อออกไปลอยเรือหาปลา แม่ก็ไปรับจ้างปลูกป่า ผู้ที่เลี้ยงลูกอยู่ในเรือนหลังใหม่คือ โทรทัศน์ ซึ่งสมัยอยู่บ้านเก่า หลังเลิกเรียน เด็กๆ จะออกไปหาปลาตามห้วยหนอง
แม้แต่ผู้ใหญ่ยังหลงเสน่ห์จอสีสี่เหลี่ยม กิจกรรมยามเย็นยามค่ำที่เคยสานเสื่อสานเตย ได้เปลี่ยนเป็นนั่งล้อมวงดูทีวี อีกอย่างเครื่องไม้เครื่องมือจักสานนั้นก็จมอยู่ใต้น้ำพร้อมกับบ้านหลังเดิม
ทีมงานลานคำ มิได้จ้องจับผิด หรือหาเรื่องวิพากษ์วิจารณ์โครงการพัฒนาของภาครัฐ เพียงแต่รายงานข่าวไปตามที่สองตาเห็น สองหูได้ยิน และแอบตั้งคำถามเล็กๆ
ที่สำคัญ เอื้อยดวงเดือนและทีมงานให้ความสำคัญเรื่อง "วิถีชีวิต" และ "จิตวิญญาณ"
ลูกสาวมหาปราชญ์ลาวล้านช้าง ยังได้ยกภาษิตโบราณที่ว่า "อยากเป็นเทวดา ต้องสร้างสวรรค์" มาเปรียบกับการปรับตัวของชาวบ้านในโครงการน้ำเทิน 2
ชาวภูดอยที่เปลี่ยนมาเป็น "ชาวน้ำ" นั้นจะเรียนรู้การดำรงชีพในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้หรือไม่?
เอื้อยดวงเดือนบอกว่า หาก "ใจ" ไม่พร้อมก็ยากที่จะเปลี่ยน จึงต้องดึงเอาหัวใจ เอาจิตวิญญาณ "อยากเป็นเทวดา" ของชาวบ้านขึ้นมา
หวังว่าบทเรียนจากฝั่งซ้าย คงให้แง่คิดดีๆ แก่ชาวฝั่งขวาที่กำลังวิ่งไล่ล่าอนาคตอย่างเอาเป็นเอาตายได้บ้าง!
แคน สาริกา



