
นักวิชาการคิดว่าสัมปทานไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย...
เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนบทความหัวข้อ สัมปทานไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอย่างนักวิชาการคิด และได้มีนักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งของทีดีอาร์ไอ (ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์) ได้กรุณาเขียนอีเมลอธิบายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดเห็นของท่านเรื่องสัมปทานและเรื่องอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องมาให้ยาวเกือบ 20 หน้ากระดาษจึงไม่สามารถจะนำมาลงในคอลัมน์เล็กๆ ของผมได้ทั้งหมด ถ้าท่านผู้อ่านสนใจในรายละเอียดมากกว่านี้ก็ให้หาอ่านเอาเองจากเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอในหัวข้อเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม
ดร.สมเกียรติได้เริ่มต้นอธิบายเกี่ยวกับเรื่องสัมปทานว่า “...ผมไม่ได้กล่าวว่าสัมปทานคือผู้ร้าย ปัญหาคือการให้สัมปทานและการแก้สัมปทานในประเทศไทยมีปัญหามาก และก่อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์มาก โดยประชาชนรวมถึงนายหนูใหญ่และผมเสียประโยชน์....”
(ความเห็นของผม : น่าเสียดายที่นักวิชาการไม่ได้มองให้ลึกว่าในแง่ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์อะไรบ้าง)
นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติยังให้ความเห็นในเรื่องสัมปทานไว้ว่า “...การให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในบริการไม่ได้ทำได้ด้วยระบบสัมปทานอย่างเดียวเท่านั้น กรณีธนาคาร ขนส่งและโทรคมนาคม สามารถทำได้ด้วยระบบใบอนุญาตซึ่งไม่เหมือนสัมปทาน และสามารถคุ้มครองประโยชน์สาธารณะได้ดีกว่าโดยต่างประเทศ เช่น ประเทศพัฒนาแล้วและละตินอเมริกา นิยมใช้วิธีออกใบอนุญาตแทน...”
(ความเห็นของผม : ในปัจจุบันนี้สำหรับในบ้านเมืองเรานั้นถ้าจะดูให้ดีแล้ว “สัมปทานในความหมายของ ดร.สมเกียรตินั้นเกือบจะไม่มีแล้ว ซึ่งแม้แต่ภาษาราชการในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็หลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า สัมปทาน เรากำลังก้าวเข้า “สู่ยุคใบอนุญาต” หรือที่เรียกกันทั่วไปทับศัพท์ว่า การออก “ไลเซนส์” อย่างที่ ดร.สมเกียรติเสนออยู่แล้ว)
ในไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ ดร.สมเกียรติมีมาหาผมยังได้อธิบายถึงการประเมินค่าสัมปทานที่รัฐบาลอาจสูญเสียจากการออกใบอนุญาต 3 จี ว่า ”...ผมอ้างอิงจากข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ CLSA ซึ่งสรุปการประเมินว่าการเปลี่ยนเป็นออกใบอนุญาตแทนระบบเก่า (ที่เรียกว่าสัมปทาน) จะทำให้รัฐขาดรายได้ไปถึง 3 แสนล้านบาท....และ ดร.สมเกียรติยังได้แถมท้ายว่า “การประมาณการโดยบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ จะให้ตัวเลขที่แตกต่างออกไปแล้วแต่สมมติฐาน...”
เป็นอันว่าตัวเลขแห่งความสูญเสียนั้นเกิดจาก “การประมาณการ” หรือการเดาโดยหลักวิชาสถิติและคณิตศาสตร์ ซึ่งอาจจะสลับซับซ้อนนอกเหนือจากวิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ (ที่ผมพูดไว้ในบทความเดิมของผมแต่ไม่ได้หมายความจริงจังอย่างนั้น เป็นภาษาพูดอธิบายความแบบไทยๆ เราไม่จำเป็นต้องแก้ความเข้าใจในประเด็นนี้) นี่คือจุดอ่อนของนักวิชาการที่มักพูดไม่หมด
ผมนำมาถ่ายทอดได้เพียงแค่นี้ ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ
นายหนูใหญ่ [email protected]



