
โคคาธิปไตย
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีโบลิเวีย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นไปตามที่คนทั่วไปคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า นั่นคือ อีโว โมราเลส สามารถรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ได้อย่างง่ายดาย
โมราเลสเป็นเชื้อสายอายมารา ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของโบลิเวีย เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1959 ในครอบครัวชาวไร่โคคาซึ่งมีฐานะยากจน และเรียนไม่จบชั้นมัธยม ต่อมาถูกเกณฑ์ทหารไปประจำการอยู่ที่กรุงลาปาซ เมืองหลวงของโบลิเวีย
ในปี 1980 ผลจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้พืชผักและปศุสัตว์ในเขตที่ครอบครัวของโมราเลสอาศัยอยู่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ต้องอพยพมาอยู่ที่โคคาบัมบาในที่ลุ่มภาคตะวันออก และลงมือปลูกผลไม้นานาชนิดรวมทั้งโคคา ซึ่งทำให้เขาเข้าร่วมกับสหภาพชาวไร่โคคา และเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในกรณีที่ชาวไร่โคคาคนหนึ่งถูกทำร้ายและเผาทั้งเป็นโดยทหารที่เมามาย ขณะเดียวกันก็รับหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลท้องถิ่น แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตลงในปี 1983 โมราเลสก็ถูกทางบ้านเรียกร้องให้ถอนตัวจากกิจกรรมต่างๆ เพื่อมารับภาระเรื่องกิจการทำไร่
ในปี 1985 โมราเลสได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหภาพชาวไร่โคคา ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลโบลิเวียได้รับแรงกดดันจากสหรัฐ ให้ดำเนินการควบคุมการปลูกโคคาในโบลิเวีย โมราเลสได้ต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ทำให้ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกจำคุกในปี 1989
โมราเลสนำชาวไร่โคคาเดินทางจากโคคาบัมบามายังกรุงลาปาซ เป็นระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร เพื่อประท้วงรัฐบาล ตลอดระยะทางขบวนประท้วงได้รับทั้งการต่อต้านจากฝ่ายรัฐบาลและกำลังใจอย่างล้นหลามจากประชาชน จนทำให้รัฐบาลต้องยินยอมเจรจากับชาวไร่
แต่ภายหลังจากที่ผู้ประท้วงเดินทางกลับ รัฐบาลก็ส่งกำลังเข้าทำลายไร่โคคาและลอบสังหารผู้นำชาวไร่ โมราเลสได้แสวงหาหนทางที่จะยุติสงครามโคคา เขาได้เดินทางไปยุโรป เพื่ออธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างใบโคคากับโคเคน โมราเลสกล่าวว่า "ผมไม่ใช่คนขายโคเคน ผมเป็นชาวไร่โคคา ผมผลิตใบโคคา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ และไม่เคยแปรรูปโคคาให้เป็นโคเคน ไม่ว่าโคเคนหรือยาเสพติดชนิดอื่นล้วนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวแอนเดียน”
อีโว โมราเลส เข้าสู่การเมืองในปี 1995 จากการรวมกลุ่มของเกษตรกร และชาวพื้นเมือง ในชื่อสภาสิทธิสภาพของสามัญชน และเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสิทธิสภาพของสามัญชน แต่เมื่อศาลเลือกตั้งไม่อนุญาตให้ตั้งพรรคการเมืองในชื่อดังกล่าว เขาจึงตั้งพรรคสหพันธ์ฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นการรวมฝ่ายซ้ายต่างๆ ของโบลิเวียเข้าด้วยกัน โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์โบลิเวียเป็นแกนนำ และในการเลือกตั้งปี 1997 โมราเลสก็เป็น 1 ใน 4 ของผู้สมัครจากพรรคสหพันธ์ฝ่ายซ้ายที่ได้รับการเลือกเข้าสู่สภา
อย่างไรก็ตามศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไม่รับรองสถานภาพของพรรคเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสิทธิสภาพของสามัญชน (ซึ่งเป็นภาคีของพรรคสหพันธ์ฝ่ายซ้าย) ทำให้โมราเลสต้องหันไปจับมือกับพรรคสังคมนิยม เกิดเป็นพรรคขบวนการวิถีสู่สังคมนิยม ขึ้นมาแทนในฐานะสมาชิกสภา โมราเลสได้ต่อสู้เพื่อชาวไร่โคคาและปกป้องชาวไร่โคคาอย่างเต็มที่
ในปี 2002 โมราเลส ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางเสียงตะโกนจากผู้สนับสนุนเขาว่า "โคคาจงเจริญ” และ โค่นล้มอเมริกา” ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมรับไม่ได้กับการที่จะมีประธานาธิบดีเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ไร้การศึกษา และมีอาชีพปลูกโคคา ถึงขนาดที่เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำโบลิเวีย ออกโรงเตือนว่าหากชาวโบลิเวียนเป็นประเทศที่ส่งออกโคเคนรายใหญ่อีกครั้ง จะส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือที่สหรัฐจะให้แก่โบลิเวียในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในครั้งนั้น โมราเลสได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 2
ในปี 2005 ประธานาธิบดีคาร์ลอส เมซา ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และโมราเลสลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ชัยชนะเป็นของเขา สิ่งแรกที่โมราเลสทำเมื่ออยู่ในฐานะผู้นำของประเทศ คือการลดเงินเดือนตัวเองลง 57 เปอร์เซ็นต์ และยังคงพำนักอยู่ในแฟลตแห่งเดิมร่วมกับเพื่อนๆ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบพื้นเมืองโดยไม่สนใจต่อระเบียบพิธีหรือธรรมเนียมปฏิบัติสากล ซักผ้าเอง โมราเลสชื่นชม เช เกวารา เป็นอย่างมากและแขวนรูปเชขนาดใหญ่ไว้หลังโต๊ะทำงาน
โมราเลสได้ชื่อว่าเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกับประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลารวมทั้งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้นำสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตประธานาธิบดีบุช
วิถีที่โมราเลสจะนำประเทศโบลิเวียไปสู่สังคมนิยมนั้นยังอีกยาวไกลและใช่ว่าจะราบรื่น เราคงต้องตามดูกันต่อไปว่า เขาจะสามารถทำได้สำเร็จเหมือนการต่อสู้เพื่อโคคาหรือไม่?



