ข่าว

โลกร้อนกับความตายผ่อนส่ง

โลกร้อนกับความตายผ่อนส่ง

10 ธ.ค. 2552

การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่จัดขึ้นโดยสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน นครหลวงของเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม

กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องราว 1.5 หมื่นคนต่างเร่งประชุมหารืออย่างเคร่งเครียดเพื่อให้บรรลุข้อตกลงทางการเมืองที่จะเป็นพื้นฐานในการจัดทำร่างสนธิสัญญาแก้ไขปัญหาโลกร้อนฉบับใหม่ที่จะใช้แทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะหมดอายุใน พ.ศ.2555 รวมไปถึงการเตรียมการระดมเงินทุนก้อนใหญ่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถปรับตัวเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการลดการตัดไม้ทำลายป่า การเร่งรัดให้ทุกประเทศเร่งลงมือปฏิบัติเพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ในปี พ.ศ.2563 และการให้นานาประเทศพร้อมจะบรรจุเป้าหมายด้านสภาพบรรยากาศโลก เป็นนโยบายทางการเมือง

 อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งนักที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่รวมไปถึงคนไทยต่างไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แม้จะตระหนักว่าปัญหาโลกร้อนเป็นต้นตอความตายผ่อนส่งของคนไทยและประชาคมโลกในยุคนี้ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่นลูกหลานก็ตาม ดังผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างกว่า 2.4 หมื่นคนใน 23 ประเทศทั่วโลก จัดทำโดยบีบีซีพบว่า ร้อยละ 64 เชื่อว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาร้ายแรงมากที่ทุกรัฐบาลจะต้องรับมือ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 ของเมื่อปี 2541 และแม้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ร้อยละ 61 ทั่วโลกก็สนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเพื่อรับมือกับปัญหานี้

 ในส่วนของคนไทยแล้วยิ่งซ้ำร้ายหนักไปกว่านั้น เมื่อไม่สำเหนียกว่าความตายผ่อนส่งนี้อยู่ใกล้ตัวมากขนาดไหน ไม่ว่ากรณีบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากผลของภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หลังจากป่าโกงกางหายไป และผลจากแนวชายฝั่งกำลังถูกกัดเซาะ จากการขยายตัวของประชากร การขยายของเมือง การผลิตน้ำมันและก๊าซ และการพัฒนาการท่องเที่ยว

 หรือกรณีที่ไทยได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 24 จาก 186 ประเทศทั่วโลกจากผลการสำรวจของสถาบันทรัพยากรโลก อีกทั้งยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรมากเป็นอันดับที่ 71 ของโลก ไม่นับรวมกรณีที่ไม่สนใจปัญหามลพิษที่มาบตาพุด จ.ระยอง หรือในอีกหลายพื้นที่ซึ่งนับวันยิ่งส่งผลรุนแรงสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ

 ถึงแม้ว่าประชาชนจะไม่ตระหนักในความจริงดังกล่าว เราเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะให้ความสำคัญกับการคลี่คลายปัญหาดังกล่าวโดยถือประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประโยชน์สุขของประชาชนควบคู่กันไป