
รายงาน-อย่า "เตะหมูเข้าปากหมา" ?
น่าจับตายิ่งกับการประกาศเดินเครื่องแบบเต็มสูบในการรื้อระบบ "โครงการนมโรงเรียน" ของรัฐบาล โดยการนำของ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกำจัดเหลือบหากินกับเด็กให้สิ้นซาก
เพราะปมปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นมหากาพย์การทุจริตที่ฝังรากลึกตั้งแต่ปี 2545 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ยิ่งสาว ยิ่งลึก และพบเครือข่ายเชื่อมโยงเป็นขบวนการกินกันตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี กลุ่มทุน ไปจนถึงองค์กรปกครองท้องถิ่น และเริ่มปรากฏให้เห็นทั่วเกือบทุกภาคของประเทศ
นั่นเป็นเพราะอย่างน้อยที่สุดผลสรุปของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ "ป.ป.ท." ก็ออกมาชี้ชัดว่าเกิดจากความผิดปกติของมติคณะรัฐมนตรี
พร้อมทั้งออกมาฟันธงตรงกันว่า...งานนี้มีรายการ "ฮั้วประมูล" ของผู้ผลิตเกิดขึ้นแน่นอน
นับตั้งแต่ปีมติครม. 2545 ที่ได้เริ่มต้นโครงการนมโรงเรียน และได้มีมติเพิ่มเติมเมื่อปี 2548 ที่ครม.มีมติเห็นชอบให้มีการจัดซื้อนมโรงเรียนด้วยการกำหนดโซนนิ่ง
จากผู้ประกอบการแปรรูปนมที่มีสิทธิจำหน่ายนมในโครงการโรงเรียนจำนวน 68 ราย ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่ทั่วประเทศออกเป็น 3 โซนคือ
1. พื้นที่ภาคเหนือจัดซื้อได้ 17 จังหวัด
2. พื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ 22 จังหวัด และ
3. ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 37 จังหวัด
การกำหนดโซนนิ่งนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นเปิดช่องให้เกิดขบวนการเหลือบนมโรงเรียน เข้าแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานอนาคตของชาติ
มิหนำซ้ำกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ยังได้ออกหนังสือเวียน เมื่อปี 2551 ให้ องค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดซื้อนมจาก 68 รายเท่านั้น
เรียกได้ว่ามีรูปแบบการทำเป็นขบวนการและล็อกสเปกกันแบบเห็นๆ โดยไม่สนใจคุณภาพของแหล่งผลิต หวังแต่กอบโกยผลกำไรที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ซ้ำร้ายยังมีข้อมูลที่น่าสนใจในการประชุมร่วม 6 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหานมทั้งระบบว่า บริษัททั้ง 71 แห่งที่ผลิตนมทั่วประเทศนั้น
ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ บางแห่งไม่มีที่อยู่ เป็นเพียงตึกแถวห้องเช่า มีบางแห่งเป็นโรงไม้ และไม่ได้มาตรฐาน
งานนี้จึงเป็นหน้าที่หลักขององค์การอาหารและยา ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม ในการเข้าไปตรวจสอบใบอนุญาต และคุณภาพมาตรฐานอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลมีแนวทางทบทวนระบบโซนนิ่ง และมอบหมายให้ "อย." และ "กระทรวงอุตสาหกรรม" เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิต หากไม่มีใบอนุญาต คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ต้องสั่งปิดทันที
ปัญหาทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังแต่ไหนกับการเข้ามารื้อระบบใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่หวังแค่เกมการเมืองเฉพาะหน้า เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม
เพราะเอาเข้าจริงงานนี้ อาจจะเจอตอ ก็เป็นไปได้ อย่างที่ทราบกันดีว่าบางช่วงบางตอนตั้งแต่ปี 2545 จนถึง 2548 มีตัวละครสำคัญที่อยู่เบื้องหลังของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
โดยเฉพาะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ผู้อยู่เบื้องหลังเป็นผู้จัดการ "พรรคภูมิใจไทย" ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2
งานนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ต้องไม่จัดการแบบลูบหน้าปะจมูก เพราะเหลือบที่หากินกับเด็ก สังคมไม่อาจที่จะยอมรับและให้อภัยได้
ขณะเดียวกันปัญหานมทั้งระบบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กเท่านั้น
หากยังเกิดวิกฤติกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่ง ในขณะที่เด็กขาดแคลนนม กินนมไม่ได้มาตรฐาน แต่ภาคการผลิตกับล้นตลาดกว่า 300 ตันต่อวัน
ดังนั้น รัฐบาลต้องจัดการให้สิ้นซากไม่ใช่หวังเพียงแค่ "กำจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง" หรือ "เปลี่ยนมือกลุ่มทุน" เท่านั้น
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่พลพรรคประชาธิปัตย์ออกมาดาหน้าเล่นงาน "เสี่ยเจริญ เดชเกิด" ตัวแทนผู้ประกอบการส่งนมรายใหญ่ในโซน 2 ภาคใต้
ร่ำลือกันถึงขนาดว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ จนร่ำรวยมหาศาล นำเงินกำไรไปลงทุนสร้างโรงเบียร์ขนาด 300 ล้านบาท ที่เกาะภูเก็ต
รวมไปถึงการนำเข้านมผงขาดมันเนยจำนวนมาก เพื่อประกอบกิจการอาหารสัตว์และมีผู้ประกอบการบางรายนำไปละลายน้ำเพื่อผลิตนมโรงเรียน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ แต่งานนี้ต้องอาศัยความจริงจัง จริงใจ และเด็ดขาดเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท. และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมพร้อมรับลูกอยู่แล้ว
ในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ลงทุน ลงแรงสาวกันทั้งที ก็ต้องเอาให้ถึงที่สุด
ไม่ใช่หวังเพียงแค่เข้าไปรื้อระบบโซนนิ่ง และยกเลิกสัมปทานกับผู้ประกอบการผลิตนมโรงเรียนรายเดิม
เพียงเพื่อหวังเปิดโอกาส "สอดไส้" ให้บริษัทใกล้ชิดเข้ามาร่วมประมูล เปลี่ยนมือกันหาผลประโยชน์กับธุรกิจนมโรงเรียนที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 8 พันล้านบาท
นั่นเป็นเพราะว่าเห็นคนในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเต้นกันเหยงๆ เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกการล็อกสเปกจัดซื้อนมโรงเรียนใหม่ทั้งหมด พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีการประมูลใหม่อย่างเสรี
โดยมีการกำหนดทีโออาร์ ราคากลาง และมาตรฐานของนมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ได้นมที่มีคุณภาพ
อย่าให้เข้าทำนอง "เตะหมู-เข้าปากหมา" ก็แล้วกัน !
โต๊ะข่าวการเมือง



