
นักวิชาการค้านโรงไฟฟ้าชีวมวล 29 แห่ง เชื่อสร้างมลพิษ
นักวิชาการกร้าวค้านโรงไฟฟ้าชีวมวล 29 แห่ง เชื่อใช้ถ่านหินทำมลพิษฟุ้งทั้งอีสาน
จากที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ สอน. จัดทำแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี เริ่มเมื่อปีพ.ศ.2558-2569 โดยเพิ่มพื้นที่ปลูก 6 ล้านไร่ ภายในปี 2569 และจะมีการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน จาก 20 โรงงาน เป็น 30 โรงงาน ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของ คสช. และโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังจะก่อสร้าง ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ไปพร้อมกับการผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2518 โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม จนผ่านมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2561 หลายมติที่พบว่าไม่ได้แก้ไขโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงทำให้มีความกังวลว่าการสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงงานไฟฟ้าชีวมวลนั้น จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล สามารถตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ หรือย้าย หรือขยายกำลังผลิตไปตั้งยังที่แห่งใหม่ รวมแล้วในภาคอีสานจะมีไบโอฮับเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ฐานการผลิต และจะมีโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น 29 โรงงาน
รศ.ดร. สถาพร เริงธรรม อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน ได้ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพในประเด็นโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 61 ดำเนินการวิจัยโดยการวิจัยทางเอกสารและการวิจัยภาคสนาม รวมถึงมีกรณีศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอำนาจเจริญ จากผลงานวิจัย พบว่า การผลักดันศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพในภาคอีสานไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากผลผลิตอ้อยมีไม่เพียงพอต่อการป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลและการผลิตเอทานอล จึงทำให้เชื่อว่า จะต้องใช้ถ่านหินผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในภาคอีสานอย่างแน่นอน
“จากการศึกษาและ วิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองแล้วทำให้เห็นว่า โรงงานน้ำตาลไม่ได้ผลิตน้ำตาลเพื่อขายเป็นรายได้หลัก แต่รายได้ที่แท้จริงคือการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือจะพูดง่ายๆว่า โรงงานน้ำตาลเปลี่ยนเป้าหมายจากขายน้ำตาลมาเน้นขายไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ประเด็นที่ต้องพูดคุยกันต้องไม่ใช่พูดเรื่องประโยชน์เพียงด้านเดียว แต่ต้องพูดถึงประเด็นที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนด้วย จริงๆแล้วไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับเกษตรกร หากต้องการปลูกอ้อยก็สามารถปลูกได้ตามความต้องการ ในกลุ่มคนทำงานเอง คงไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับชาวบ้านที่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง เพราะหากเป็นเพียงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลเพียงอย่างเดียวก็คงไม่มีปัญหามากนัก แต่ที่เรายืนยันคัดค้านและขยายวงกว้างเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะเราคัดค้านโรงงานชีวมวล ที่เชื่อว่าต้องมีการนำถ่านหินมาใช้ หากทั้ง 29 โรงงานในอีสานมีการใช้ถ่านหินก็จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภาคอย่างแน่นอน”รศ.ดร. สถาพร กล่าว
จากแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2558 – 2569 ที่วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อย 5.47 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตเอทานอล 2.88 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มการผลิตไฟฟ้าชีวมวล 2,458 เมกะวัตต์นั้น รศ.ดร. สถาพร กล่าวว่า จากการศึกษาข้อเท็จจริง การผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพของกลุ่มทุน โดยวางเป้าหมายฐานการผลิตในภาคอีสาน เป็นการวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ภูมินิเวศ วิถี และวัฒนธรรมท้องถิ่น อยู่ 3 ประการ คือ
1. ปัจจุบันภาคอีสานมีโรงงานน้ำตาล 20 โรงงาน พื้นที่ปลูกอ้อย 5.54 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อย 58.612 ล้านตัน เชื้อเพลิงชานอ้อย 15.825 ล้านตัน ผลิตไฟฟ้าชีวมวล 631 เมกกะวัตต์ เอทานอล 1.4 ล้านลิตร/วัน แต่ผลผลิตอ้อยทั้งหมดในภาคอีสานยังไม่พอสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเดิม การเพิ่มขึ้นของโรงงานน้ำตาลจะต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอย่างน้อย 7 ล้านไร่ โดยไม่ได้นับรวมผลผลิตจากอ้อยที่ต้องใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลที่พ่วงมากับโรงงานน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เป้าหมายแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทรายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อย 4 ล้านไร่ ในปี 2569 ผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยเพิ่มขึ้น 2,458 เมกะวัตต์ แต่ข้อเท็จจริงคือจะต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยไม่น้อยกว่า 10 ล้านไร่ แผนการพัฒนาไบโอฮับและแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2558 – 2569 จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
2. ภาคอีสานจะต้องปลูกอ้อยเพิ่มอีกกว่า 10 ล้านไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอผลิตไฟฟ้าชีวมวล 1,800 เมกะวัตต์ มีการประเมินถึงความคุ้มค่าแล้วหรือไม่ ซึ่งหากเชื้อเพลิงจากชานอ้อยหรือวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรในภาคอีสานไม่เพียงพอ ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าได้ตามแผนฯ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่อนุญาตให้ใช้ถ่านหินได้ร้อยละ 25 ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในไบโอฮับที่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและนำเข้าถ่านหินของประเทศไทย แนวโน้มการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน ก็คงเป็นทางเลือกที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในภาค เนื่องจากปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ได้ออกแบบระบบกำจัดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารโลหะหนักอื่น ๆ ที่อาจจะปนเปื้อนในอากาศ และยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ในกรณีที่โรงไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงผิดประเภท
3. การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ หรือ เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังมีแนวโน้มการประกาศเพิ่มขึ้นตามความสนใจของนักลงทุน ซึ่งอาจจะมีการประกาศให้ไบโอฮับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมหลายจังหวัด ซึ่งหมายความว่า ภาคอีสานจะมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต สังคม นิเวศวัฒนธรรมอย่างมากมายโดยการรวมศูนย์ตัดสินใจ ขณะที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสารมา และยังไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชนในพื้นที่
“แหล่งที่ทราบว่ามีการผลิตถ่านหินที่สำคัญคือประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งตอนนี้ ทราบว่ามี บริษัทของไทย 2-3 บริษัทที่ไปเปิดหน้าเหมือง โดยเฉพาะที่เกาะบอร์เนียว โดยจากข้อมูลของเครือข่ายภาคประชาชน อ.น้ำพอง ทราบว่า มีการนำถ่านหินมาคลุกกับเชื้อเพลิงนำไปเผาไหม้ โดยมีการนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง จึงถือว่าขอนแก่นความเสี่ยงในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรามีตัวอย่างผลกระทบให้ศึกษาทั้งที่ อ.เทพา จ.สงขลา และอ.แม่เมาะ จ.ลำปาง การนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ ทำให้กังวลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว เร็วๆนี้จึงเตรียมจัดเวทีเสวนาคุย 2 ประเด็นปัญหาที่ชาวอีสานจะได้รับผลกระทบ คือ การแบนสารเคมีและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจุดยืนของภาคประชาชนเราไม่ได้คัดค้านโรงงานน้ำตาล แต่เป้าหมาย หลักคือหารคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่จะนำถ่านหินมาใช้ เราจะไม่ยอมประนีประนอมเด็ดขาดที่ผ่านมามีข้อเสนอให้ใช้พลังงานสะอาด อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้โซล่าเซลล์ ที่เป็นพลังงานสะอาด และไม่สร้างมลพิษอย่างแน่นอน”
ข่าวภาพ โดย กวินทรา ใจซื่อ นักข่าวภูมิภาค



